OneDrive Update: January 2019

OneDrive Software ได้มีการ update ความสามารถใหม่เป็นระยะ ๆ และสำหรับเดือนมกราคม 2562 มีรายการ update 2 อย่างดังนี้

  • Files On-Demand สำหรับ OneDrive ของ MacOS จะเริ่ม update ในเดือนนี้ (คลิก เพื่ออ่านบทความเก่า เกี่ยวกับ Windows Storage Sense กับ OneDrive File On-Demand) OneDrive File On-Demand จะช่วยให้คุณสามารถเรียกใช้ไฟล์ของคุณจาก OneDrive ได้โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเก็บไฟล์นั้นเอาไว้ในเครื่องฯ ของคุณ ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากในกรณีที่พื้นที่ฮาร์ดดิสค์ (หรือ SSD) ของเครื่องของคุณมีพื้นที่ว่างไม่มาก และ/หรือน้อยกว่าพื้นที่ของไฟล์ที่เก็บไว้ใน OneDrive คุณจะยังเห็นไฟล์ทั้งหมดของคุณ แต่จะไม่ได้เก็บไฟล์นั้น ๆ เอาไว้ในเครื่องฯ ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่คุณเปิดใช้งานไฟล์นั้น ๆ OneDrive ถึงจะเริ่มดาวน์โหลดไฟล์นั้นมาแล้วเปิดให้คุณใช้งานได้ตามปกติ เมื่อทำงานเสร็จแล้วหรือบันทึกไฟล์ ก็จะทำการบันทึกกลับไปที่ OneDrive ที่อยู่บน Cloud ให้โดยอัตโนมัติ

File On-Demand สำหรับ MacOS Mojave จะถูกเปิดเป็นค่าปริยาย (Default) เมื่อได้รับการ update แล้ว ซึ่งถ้าผู้ใช้ต้องการปิดการใช้งาน File On-Demand ก็สามารถทำได้ ผู้ใช้ MacOS จะได้รับการ update ตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 เป็นต้นไป*

*MacOS จะต้องเป็นเวอร์ชัน 10.4.12 หรือสูงกว่า และ OneDrive เวอร์ชัน 18.240.1202.0001 หรือสูงกว่า

ข้อด้อยข้อเดียวของการใช้ OneDrive File On-Demand ก็คือคุณจะต้องเชื่อมต่อกับ Internet ตลอดเวลา จึงจะเปิดไฟล์ที่ไม่ได้อยู่ในเครื่องฯ ของคุณได้ แต่ในยุค 4.0 แบบนี้ เราคงจะไม่ค่อยมีปัญหานี้กันอีกต่อไป ผู้ใช้คงสามารถเชื่อมต่อ Internet ได้จากทุก ๆ ที่อยู่แล้ว

 

  • OneDrive Mass Delete Prompt (จะเริ่ม update เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป) ในกรณีที่ผู้ใช้ทำการลบไฟล์จาก OneDrive หรือ SharePoint พร้อม ๆ กัน เป็นจำนวน 200 ไฟล์ขึ้นไป โปรแกรม OneDrive จะทำการเตือนและขอให้ผู้ใช้ทำการยืนยันที่จะลบไฟล์เหล่านั้นทิ้ง ซึ่งถ้ายืนยันก็ให้คลิก “Remove” หรือถ้าไม่ได้ตั้งใจที่จะลบไฟล์เหล่านั้นทิ้ง ก็จะสามารถคลิก “Restore Files” เพื่อเรียกคืนไฟล์เหล่านั้นกลับมาได้ และถ้าคุณไม่ต้องการให้ OneDrive ถามทุกครั้งที่คุณลบไฟล์จำนวนมาก ๆ พร้อม ๆ กัน ก็ให้คลิกที่ตัวเลือก “Always remove files” ทำให้ในครั้งต่อ ๆ ไปจะไม่มีการถามยืนยัน **ซึ่งไม่แนะนำให้ทำเช่นนี้ เพื่อป้องกันการลบไฟล์ผิด)

 

ที่มา: Microsoft OneDrive Blog

 

Going up on the Cloud

เมื่อวันพุธ สัปดาห์ก่อน 7 พ.ย. 61 ช่วง 3 ทุ่ม – 4 ทุ่ม ประชุมกับทีมในอเมริกาและแอฟริกาตามปกติ (ทั้งหมด 6 คน รวมผมด้วย)

เนื้อความตอนหนึ่งก็คือ ทางอเมริกา อยากจะให้พวกผมซึ่งเป็น Regional IT Manager ทำงานบริหารโปรเจคมากกว่าที่จะไปทำงาน hands on หรือก็คือให้ลดการลงไปขลุกแก้ปัญหาต่าง ๆ นั่นเอง

ประมาณว่าให้ IT Officer ในประเทศต่าง ๆ ไปทำงานส่วนนี้กันเอง ไม่ต้องให้ถึงมือพวกผมไปลงแรงเอง แนวคิดดีครับ ผมก็ชอบด้วย แต่ยังไม่รู้ว่าจะทำได้จริง หรือได้เร็วแค่ไหน คงต้องประชุมวางแผนการกระจายงานกันอีกหลายรอบ…

#บนท้องฟ้ารถไม่ติด แต่ #ยิ่งสูงยิ่งหนาว เหมือนกันนะ #NoTrafficOnTheSky for #ITPro #iamSK

 

 

Windows Storage Sense กับ OneDrive File On Demand

ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะเคยเจอปัญหาที่ใช้ Windows ไปนานวันเข้าแล้วพบว่าฮาร์ดดิสค์ (Hard Disk) เริ่มจะเต็ม วิธีการทั่ว ๆ ไปที่พวกเรา ๆ ทำกันก็คือไปไล่ดูว่าเก็บอะไรเอาไว้บ้าง มีอะไรบ้างที่พอจะลบทิ้งได้บ้าง แต่มันเป็นขั้นตอนที่เสียเวลาและตัดสินใจได้ยากว่าจะเก็บอะไรเอาไว้ หรือจะลบอะไรทิ้งได้บ้าง

แต่ด้วยความสามารถของ Windows 10 ตั้งแต่ build 11720 เป็นต้นมา ที่มีความสามารถใหม่ที่เรียกว่า Storage Sense ผนวกกับความสามารถ File On Demand ของ OneDrive ทำให้การจัดเก็บไฟล์และการจัดการพื้นที่ในฮาร์ดดิสค์ของเราเปลี่ยนไป

มาเริ่มต้นการเปิดการทำงานของ Storage Sense กันก่อน ให้เข้าไปที่ Settings แล้วเลือกเมนู Storage แล้วจะพบกับตัวเลือก Storage Sense ให้เลือกเปิด (On) ขึ้นมา

 

 

เมื่อเปิด Storage Sense ให้เริ่มต้นทำงานแล้ว เรายังสามารถเลือกได้ว่าจะให้ Storage Sense ทำการตรวจสอบพื้นที่ที่เหลือในฮาร์ดดิสค์บ่อยแค่ไหน ให้คลิกที่ “Change how we free up space automatically” ซึ่งจะมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นมาให้เราเลือกว่าให้ Storage Sense ตรวจสอบพื้นที่ฮาร์ดดิสค์ได้ตั้งแต่ทุกวัน ไปจนถึงจะตรวจสอบก็ต่อเมื่อพื้นที่ฮาร์ดดิสค์เหลือน้อยจริง ๆ

 

และด้วยความสามารถของ Storage Sense ที่จะคอยทำการตรวจสอบพื้นที่ที่เหลืออยู่ในฮาร์ดดิสค์ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ผนวกกับการที่เราเอาไฟล์ต่าง ๆ ของเราเอาไปเก็บไว้ใน OneDrive ที่มีความสามารถ File On Demand ซึ่งในกรณีที่ใช้ Office 365 ที่เราจะมีพื้นที่เก็บข้อมูลบน OneDrive ได้สูงถึง 1 TB เลยทีเดียว ในขณะที่พื้นที่ของฮาร์ดดิสค์อาจจะมีน้อยกว่านั้น จึงเป็น 2 ความสามารถที่ผสานการทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว

ตัวเลือกถัดมาในส่วนของ Storage Sense ที่เกี่ยวข้องกับ OneDrive File On Demand นั้น จะมีตัวเลือกที่กำหนดให้ไฟล์ที่อยู่ใน OneDrive เก็บเอาไว้ในฮาร์ดดิสค์ของเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเวลากี่วัน ซึ่งกำหนดได้ตั้งแต่ 1 วันไปจนถึง 60 วัน ซึ่งถ้าไฟล์ใด ๆ ไม่ได้มีการใช้งานตามตัวเลือกวันที่เรากำหนด ไฟล์นั้น ๆ จะถูกย้ายไปเก็บเอาไว้ในพื้นที่ของ OneDrive บน Cloud เท่านั้น เพื่อเป็นการประหยัดพื้นที่ของฮาร์ดดิสค์ แต่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราจะยังแสดงชื่อไฟล์หรือโฟล์เดอร์นั้น ๆ อยู่ตามปกติ แต่ตัวไฟล์จริง ๆ จะเก็บเอาไว้บนพื้นที่ของ OneDrive ที่อยู่บน Cloud เท่านั้น

 

 

แล้วพอเวลาที่เราเปิดไฟล์ใด ๆ ก็ตามที่ไม่ได้อยู่ในฮาร์ดดิสค์ของเรา แต่อยู่บนพื้นที่ OneDrive ที่อยู่บน Cloud เท่านั้น Windows Storage Sense และ OneDrive File On Demand ก็จะดึงไฟล์นั้น ๆ กลับมาจาก Cloud แล้วเปิดไฟล์นั้น ๆ ให้เราทันที (ความเร็วหรือช้าในการดึงไฟล์กลับมา ขึ้นอยู่กับขนาดของไฟล์และความเร็วของอินเตอร์เน็ตที่คุณใช้งานอยู่)

ด้วยวิธีการง่าย ๆ แค่นี้ คุณก็จะสามารถจัดการพื้นที่ฮาร์ดดิสค์ (Hard Disk) ของคอมพิวเตอร์ของคุณให้พอกับปริมาณของไฟล์และข้อมูลที่เพิ่มขึ้นได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้แล้ว Windows Storage Sense ยังทำได้อีกหลายอย่าง ลองทดสอบใช้งานกันดูนะครับ ถ้ามีข้อสงสัยอะไรติดต่อสอบถามกันได้ครับ ที่ iamSK at Outlook.com ครับ

แล้วพบกันใหม่ครับ