3 Years Anniversary

วันนี้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว หรือเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2556 (2013) เป็นวันแรกที่ผมได้เริ่มมาทำงานกับที่ทำงานปัจจุบัน (ขอไม่เอ่ยชื่อองค์กร เนื่องจากจรรยาบรรณและระเบียบภายใน) เวลา 3 ปีผ่านไปเร็วราวกับโกหก ทำงานที่นี่ได้พบกับคนเก่ง ๆ มากมายที่อยู่ในอเมริกาและอีกหลายประเทศ ได้เดินทางต่างประเทศมากมาย ได้ไปอัฟกานิสถานด้วย รวมทั้งได้มีทีมงานในเอเชียแปซิฟิคอีก 10 กว่าคน หนุกหนานมาก ๆ

Today’s 3 years ago, December 15, 2013. Its was the new day, new job at new organization. Time fly at lightning speed, it’s 3 years. With this job, I get to know experts from US’s HQ and around the world. Visiting new counties, including Afghanistan. Furthermore, I’ve a great IT team in Asia Pacific region. Lots of joy.

 

 

แล้วก็สุขใจยิ่งขึ้น เมื่อเจ้านายใหญ่สุดในทีมที่อยู่อเมริกาส่งข้อความมายินดีที่ทำงานครบ 3 ปีผ่านทาง LinkedIn ตามในภาพ ซึ่งเค้าเป็นคนแรกที่ติดต่อผมเข้ามาเพื่อให้ผมสมัครงานกับที่ผมทำอยู่ในตอนนี้ ทำให้ผมได้เข้ามาสัมภาษณ์และทำงานกับองค์กรนี้ในที่สุด ขอบคุณหลาย ๆ ครับ

I was even more joy, when US’s BIG boss (head of the team) send me a message via LinkedIn, for my 3 years anniversary. He is the first person that contacted me, get me to apply to my position at this organization, interviewed me and here I am now. Thank you very much Boss.

 

The more challenges will come. ^__^

.

3 years ago today!

lastdayatpath-2013

 

3 years ago today, Dec 6, 2103. It was my last day at PATH International (Thailand). Its also the same day that I got a called from FHI360’s HR. That was great, a call that offered me a new job.

I was told her (the HR) that I would like to start in Jan 2014. Coz I fell like it’s not much for me to do before New Year (and need some break). She pause and said No. Please start Dec 16, 2013. Oh OK krub.  So I’ve only one week off, before start new job at FHI360. ^__^

Link: Last day at PATH International – Dec 6, 2013

 

นิโคล เทริโอ และเนปาล

nicole

ทุก ๆ ครั้งที่ iPhone สุ่มเพลงของ นิโคล เทริโอ ชุดแรกขึ้นมาให้ฟัง จะทำให้นึกถึงตอนที่ไปเมือง Kathmandu , Nepal เป็นครั้งแรก เมื่อเดือน พฤศจิกายน 2542 (1999)

ช่วงนั้นอากาศหนาวพอสมควร ชอบมาก ๆ หมอกเต็มเมือง ตอนเช้าใส่เสื้อยืดแขนสั้นเดินจากโรงแรมไปออฟฟิศ ระยะการมองเห็นไม่ถึง 10 เมตร อากาศเย็นฟังเพลงเศร้า ๆ ของนิโคล ได้บรรยากาศดีมาก ๆ

อยากไป Nepal อีกครั้ง (ถ้าจำไม่ผิดได้ไป Nepal 4 ครั้ง ระหว่าง 8 ปีที่ทำงานที่ EngenderHealth)

 

not study but still pass

study-pass

 

Hahaha this is me when i was on Master Degree in Information System years ago. Not really go study that much, may be only half semester (each). Need to travel due to the work. And spend most of the time sleep in the class. The result is all B+ and only one A. ^___^

ผมก็เป็นแบบในรูปนี้เลย สมัยเรียนปริญญาโท เมื่อหลายปีก่อน เพราะว่างานประจำ จะต้องเดินทางต่างประเทศตลอด ๆ ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาไปเรียน คร่าว ๆ แต่ละเทอมได้ไปเรียนสักครึ่งนึงเองมั้ง เวลาอยู่ในห้องเรียนก็หลับเกือบจะตลอด ฮ่า เพื่อน ๆ ในห้องคงจะจำได้ แต่เกรดออกมา A หนึ่งตัว ที่เหลือ B+ นะครับ

 

Right Ear Piercing

rightearpiercing

เทคโนโลยีเปลี่ยนไป ทำให้อะไรหลาย ๆ อย่างดีขึ้น ผมเคยเจาะหูข้างซ้ายสมัยเรียน ป.ตรี ปี 3 (มั้ง) น่าจะประมาณ ปี 2536 จำได้ว่าเจาะแบบเอาตุ้มหูเจาะสด ๆ เลย แผลอักเสบตั้งแต่วันแรก บาดเจ็บสาหัส.. ต้องใส่ก้านกระเทียม วุ่นวาย ต้องงดการกินไข่

มาถึงยุคปัจจุบัน มีตุ้มหูแบบใส่เครื่องยิงเจาะเลย ไม่เจ็บเลยสักนิด บาดเจ็บเล็กน้อย คาดว่าไม่ต้องใส่ก้านกระเทียม แค่ใส่ตุ้มหูอันนี้เอาไว้จนกว่าแผลจะหายดี ไม่ต้องงดไข่

#RightEar #Piercing

 

November is Hot Like Hell

SK-Korma

For the last 1-2 days, I felt Bangkok is hot like Hell. (Is this really Winter season?) A few minute walk is make my under shirt and shirt are fully wet. this make me lost confident, worry that I might generate a bad smell when contact with people.

Handkerchief is unable to support me any more. Just one wipe over head and face. its fully wet too. I might need to use a Loincloth (or Krama in Khmer) like in this photo everyday now. what do you think?

1-2 วันมานี้ ผมรู้สึกว่ากรุงเทพฯ ร้อนมาก จนมากที่สุด เดินไป-มาแป๊บเดียวเหงื่อออกเต็มตัว เสื้อกล้ามตัวในเปียก จนเปียกออกมาเสื้อตัวนอกด้วย น่ารำคาญสุด ๆ และทำให้ขาดความมั่นใจ กังวลว่าเดินผ่านหรืออยู่บนรถไฟฟ้าคนอื่น ๆ เค้าจะเหม็นเหงือป่าวหว่า…

เหงื่อเยอะขนาดที่ว่าผ้าเช็ดหน้าเอาไม่อยู่ เช็ดหัวเช็ดหน้าครั้งเดียว เปียกชุ่มโชก ต่อไปคงจะต้องพกผ้าขาวม้าแบบในรูปนี้ทุกวันแทนแล้วมั้ง

 

#BarcampBKK 2016 T-Shirt

วันนี้ไปงาน บาร์แคมป์บางเขน ที่ ม.เกษตร #bcbk 2016 น้อง ๆ จัดงานได้ดี ซึ่งก็มีขลุกขลักบ้าง ซึ่งก็เป็นสีสรรบาร์แคมป์ทุกงาน มาขำตอนจบงาน น้องพิธีกรชายแจกของ มีเสื้อ #BarcampBKK 2016 มาแจกด้วย (ไม่รู้ว่าได้มาจากไหน) ตอนน้องประกาศ บอกว่าจะแจกเสื้อ Barcamp 2016 เหมือนจะเลี่ยงที่จะพูดคำว่า Bangkok ฮ่า ๆ

BarcampBKK2016-TShirt

ลองดูข้อความบนเสื้อนะครับ ถ้าน้องเห็นตัวเลข 2016 ก็ต้องเห็นคำว่า Bangkok แน่นอน ข้ามไปซะงั้น ผมไม่ได้คิดมากไปใช่มั้ย? 🤣😂😅

 

Dejavu : Apple ยุคไร้ Steve Jobs (ครั้งสุดท้าย)

Dejavu : Apple ยุคไร้ Steve Jobs (ครั้งสุดท้าย)

ถ้อยความเหล่านี้เป็นมุมมองส่วนตัวของผมเอง

ถ้าคุณยังจำได้ เมื่อครั้งเก่าก่อน ยังไม่นานเท่าใด เมื่อยุคก่อน ยุคที่ Apple ไร้ซึ่งเงาของ Steve Jobs ครั้งแรก หลังจากที่เค้าโดนไล่ออกจาก Apple ในตอนนั้น Apple เริ่มสะเปะสะปะ ผลิตคอมพิวเตอร์ออกมาหลากหลายรุ่น และแต่ละรุ่นก็มีความใกล้เคียงและคาบเกี่ยวกันจนเกินไป ทำให้ผู้ใช้เกิดความสับสน งงงวย ไม่รู้ว่าจะเลือกสินค้าตัวไหนดี* จนถึงกับไม่ซื้อ เพราะตัดสินใจไม่ได้

*ทำให้สินค้าคงคลังสูงมาก จนกลายมาเป็นภาวะขาดทุน และขาดทุนสะสมในที่สุด

จนเมื่อ Steve Jobs กลับมาบริหารงานที่ Apple อีกครั้ง เค้าได้ให้พนักงานขายของ Apple แนะนำเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับเค้าสักเครื่องหนึ่ง พนักงานขายก็ยังไม่สามารถบอกข้อแตกต่างของแต่ละรุ่น และ/หรือบอกเหตุผลที่จะให้เค้าเลือกคอมพิวเตอร์รุ่นใดรุ่นหนึ่งได้ และสุดท้าย Steve Jobs ก็จัดการด้วยการเปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เหลือเพียงรุ่น Pro และ Consumer เท่านั้น โดยแยกออกเป็น 2 กลุ่มคือ Desktop และ Laptop จึงทำให้สุดท้ายเหลือรุ่นของคอมพิวเตอร์ที่ Apple ผลิตออกมาจำหน่ายเพียง 4 รุ่นเท่านั้น

– Desktop สำหรับ Pro
– Desktop สำหรับ Consumer
– Laptop สำหรับ Pro
– Laptop สำหรับ Consumer

วิธีการที่ Steve Jobs ทำก็คือ ขีดเส้นตรงกากบาท แล้วเขียนตัวอักษร Pro และ Consumer เพื่อแบ่งรุ่นของเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวข้างต้น *ลองไปหาอ่านจากหนังสือประวัติ์ Steve Jobs หรือ Apple ได้ครับ มีเขียนไว้มากมาย

จากนั้น Apple ก็เข้าสู่ยุคเจริญรุ่งเรืองเรื่อยมา เรื่อยมา เรื่อยมา…..

จนมาถึงยุคที่ Apple ไร้ซึ่ง Steve Jobs อีกครั้ง (ครั้งสุดท้าย) แต่คราวนี้ต่างออกไป เพราะ Steve Jobs ไม่สามารถกลับมาทำงานกับ Apple ได้อีกแล้ว แม้ว่าเค้าอาจจะได้ฝัง DNA ของเค้าเอาไว้กับ Apple ค่อนข้างเยอะ แต่ความเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่:

– Apple เปิดตัว iPhone 5S และ iPhone 5C กลายมาเป็น iPhone หลายรุ่น หลายสีให้ลูกค้าเลือก เริ่มมีตัวเลือกให้สับสน แต่ยังขายดีอยู่
– มาถึง iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ที่มีขนาดหน้าจอไม่เท่ากัน และมี Spec ต่างกันเล็กน้อย ทำให้ตัดสินใจเลือกซื้อยาก แต่ก็อือม… ยังขายดีอยู่ *ขณะเดียวกันยังมี iPhone 5S ให้เลือกซื้ออีก 2 ขนาดความจุ
– Apple เริ่มมีเครื่องคอมพิวเตอร์หลากหลายรุ่น หลากหลาย Spec ทำให้ผู้ใช้สับสนว่าจะซื้อตัวไหนดี Laptop มี MacBook (เปิดตัว 9 มี.ค. 58) และยังมี MacBook Air และ MacBook Pro (ซึ่งมีทั้งรุ่นจอธรรมดาและจอ Retina อีก) ทางฝั่ง Desktop ก็มี Mac mini และ iMac (2 รุ่น) สำหรับ Consumer และมี Mac Pro สำหรับตลาดกลุ่ม Pro ลอง ๆ นับกันดูว่ามีเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เลือกกี่รุ่นแล้ว เริ่มเลือกยากแล้ว
– วันนี้มี Apple Watch ที่ออกมา 3 รุ่น แตละรุ่นที่มี 2 ขนาด ทำให้กลายมาเป็น Apple Watch ถึง 6 แบบให้เลือก และถ้านับไปถึงการที่สามารถเลือกสายนาฬิกาได้อีกหลายหลายแบบ ทำให้กลายมาเป็น Apple Watch หลายสิบรุ่นให้ลูกค้าสับสน งงงวย และตัดสินเลือกได้ยากขึ้น แต่ก็น่าจะยังขายดีอยู่

ดูเหมือนว่า Apple เริ่มจะเดินเส้นทางนี้อีกครั้ง เหมือนครั้งที่ Steve Jobs จาก Apple ไปครั้งแรก นี่ไง Dejavu ที่ผมกำลังคิด มันจะกลายมาเป็น Apple ยุคที่ไร้ Steve Jobs ที่จะทำให้ Apple ตกต่ำลงเรื่อย ๆ อีกหรือไม่??? ลองแลกเปลี่ยนความเห็นกันดูครับ

*อนึ่ง ดู ๆ แล้วก็อาจจะยังไม่มีใคร หรือบริษัทใดผลิตสินค้าออกมาตีตลาดได้ดีเท่า Apple ในวันนี้ แต่ใครจะรู้ วันหนึ่งอาจจะมีก็ได้…..

 

Link Back: https://www.facebook.com/SK.Unavailable/posts/10152788276111819

 

 

เด็ก “โอลิมปิควิชาการหายไปไหน” ?

Science-Olympics

คำถามนี้ผมเคยถามตัวเองหลายครั้ง เพราะไม่รู้ว่าจะไปถามใคร และผมจะรู้สึกขัด ๆ กับความรู้สึก เวลาที่เห็นข่าวน้อง ๆ ได้รับเหรียญโอลิมปิควิชาการ สาขานู่น…นี่…นั่น… ตลอด ๆ

บอกก่อนเลยแม้ว่าผมจะเป็นคนเรียนไม่เก่งนัก เกรดเฉลี่ยแล้วแต่อารมณ์และความขี้เกียจ (ปวช.ห่วยแตก ปวส.ดีมาก, ป.ตรี ห่วยแตกซ้ำสอง… มาป.โท เอ่อ ดีมากอีกแล้ว) แต่ผมไม่ได้มีความรู้สึกอิจฉาพวกน้อง ๆ นะครับ ความรู้สึกขัด ๆ นั้นมาจากการที่หลาย ๆ ครั้งหลังจากพวกน้อง ๆ ได้รับเหรียญโอลิมปิควิชาการมาแล้ว ข่าวก็จะกระพืออยู่พักนึง แล้วก็เงียบหายไป พวกน้อง ๆ ก็ไม่ได้มีชื่อปรากฎต่อสังคมอีกเลย….

เฮ๊ย พวกเอ็งหายไปไหนฟ่ะ

ผมไม่รู้เลยพวกเค้าหายไปไหน ไปทำอะไร หรือว่าไปทำงานที่ไหน บทความนี้มาตอบและไขข้อข้องใจผมได้เกือบหมด และบทความนี้ทำให้เห็นเลยว่า คนไทยเห่อและอวยกับเด็กไม่กี่คน ที่ผ่านการประคบประหงมเป็นพิเศษ พิเศษ และพิเศษ อัดความรู้และวิชาการเข้าไป เพื่อที่จะได้ไปสอบให้ได้รางวัลมาเป็นที่ชื่นชูของประเทศ เหมือนไก่ที่ได้รับอาหารเต็ม ๆ เพื่อที่จะมีน้ำหนักดี ๆ ขายได้ราคาดี ๆ แต่ลืมคิดไปหรือไม่ว่า เด็กไม่กี่คนนี้เองผลาญเงินประเทศชาติไปเท่าไหร่ มันคุ้มค่าจริงหรือไม่

เพราะว่า…. พอได้เหรียญรางวัลมาแล้ว ก็หายเข้ากรม/กอง กลายเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ที่มีหน้าที่ทำวิจัย (โดยหาทุนมาทำ) และใช้หนี้ไปตลอดชีวิต ไม่มีโอกาสโงหัวขึ้นมาทำมาหากินอย่างอื่นได้เลย จะต้องรับราชการเท่านั้น เพราะต้องใช้เงินทุนคืนตลอดชีวิต ทำไมเค้าไม่ได้เอาความรู้ความสามารถมาใช้พัฒนาประเทศจริง ๆ หล่ะคร๊าบ….

จะดีกว่ามั้ย ถ้าเอาเงินเหล่านี้ไปช่วยพัฒนาการศึกษาให้เด็ก ๆ อีกหลายล้านคน ที่ไม่เคยรับการเหลียวแล ให้ได้รับการศึกษาที่ดีมีคุณภาพ (ไม่ต้องฟรี แต่ขอไม่แพง) ข้อมูลก็มีให้เห็นกันอยู่แล้วว่าเด็กไทยนั้นมีผลการศึกษาเป็นเช่นไร ทำไมไม่เอาเงินจำนวนมหาศาลนี้ไปสร้างโรงเรียน พัฒนาระบบการศึกษา ให้เด็ก ๆ ได้มีความรู้ความสามารถที่จะนำมาช่วยพัฒนาประเทศได้หลากหลายสาขา ไม่ไปจมกับคนที่รับทุนไปแล้ว หายหัวไปหมด ไม่มีประโยชน์ใด ๆ

ผมว่าดีกว่าเยอะนะครับ

http://www.tcijthai.com/tcijthainews/view.php?ids=5381.php

ปล. ใครไม่ถูกใจ ไม่ถูกใจใคร ด่าได้ครับ