พัฒนา App สำหรับ Android แล้วได้เงินเยอะจริงหรือ?

ผมจั่วห้วอย่างนี้ไม่ได้ชวนหาเรื่องชกปากกับผู้ใช้ Android หรือนักพัฒนา App สาย Android แต่เนื่องด้วยตัวเลขที่ทาง Larry Page แห่ง Google เคยกล่าวเอาไว้ว่า ในทุก ๆ วัน จะมี Device ที่ใช้ Android เพิ่มขึ้น (Activated) ประมาณ 15 ล้านเครื่อง ดังนั้น จนถึงวันนี้ก็น่าจะทำให้มี Device ต่าง ๆ ที่ใช้ Android OS มากกว่า 1 พันล้านเครื่องแล้วก็เป็นได้*

จากตัวเลข 1 พันล้านเครื่อง ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มากมายมหาศาลจริง ๆ ซึ่งดูเหมือนว่าน่าจะเป็นขุมทองให้กับเหล่านักพัฒนาซอฟต์แวร์สาย Android ที่น่าจะสร้างเม็ดเงินได้จากการขาย App ได้มากมายมหาศาลเช่นกัน แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ หรือไม่?

Android-Fragmentation-Visualized

ภาพและข้อมูลเพิ่มเติม -> opensignal.com (สถิติ ณ สิงหาคม 2557)

ภาพข้างบนที่มีสีสรรสวยสดงดงามนี้คืออะไร มันคือภาพจำลองขนาดของจอภาพต่าง ๆ ของ Device ที่ใช้ Android OS ที่ทำให้เห็นว่า มี Device ต่าง ๆ ที่ใช้ Android ที่มีขนาดหน้าจอแตกต่างกันมากมาย มีตั้งแต่หน้าจอใหญ่เบิ้ม จนไปถึงหน้าจอเล็กกระจิ๋วหลิว แล้วภาพนี้มันบอกอะไรเราบ้าง?

ภาพนี้ทำให้เราเห็นว่า ถ้านักพัฒนา App สาย Android จะพัฒนา App ออกมาสักตัวหนึ่ง แล้วขายถูก ๆ แค่สัก $1 (ประมาณ 33 บาท) แล้วหวังว่าจะขายให้กับผู้ใช้ Android OS ได้สัก 1% จากจำนวนทั้งหมด ก็น่าจะได้เงินสัก 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 330 ล้านบาท แต่ความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้สวยหรูอย่างนั้น เพราะว่าคุณในฐานะนักพัฒนาฯ ก็จะต้องไปซื้อเครื่อง Android ที่มีขนาดหน้าจอแตกต่างกันมาทดสอบ เพื่อที่จะได้มั่นใจได้ว่า App ของคุณจะสามารถแสดงผลและทำงานได้ถูกต้องในทุก ๆ ขนาดของหน้าจอ ตั้งแต่ใหญ่เบิ้ม กลาง เล็ก จิ๋ว

นี่่ยังไม่รวมถึงความจริงที่ว่าตัวเครื่อง Android Device ต่างยี่ห้อ (หรือยี่ห้อเดียวกันแต่ต่างรุ่น) จะมีคุณสมบัติ (Specifications) ที่แตกต่างกัน มีซีพียู (CPU) ต่างกัน, หน่วยความจำ (RAM, ROM) ในขนาดที่ต่างกัน, และคุณสมบัติย่อยอื่น ๆ ที่แตกต่างกันอีกมากมาย คุณในฐานะนักพัฒนาฯ ก็ต้องทำงานหนักขึ้นไปอีก ในการพัฒนา App ของคุณให้สามารถทำงานได้กับ Android Device ที่มีความหลากหลายของคุณสมบัติเหล่านี้

เอาง่าย ๆ แค่พัฒนา App ของคุณให้ทำงานได้กับ Android Device รุ่นหลัก ๆ ของ Samsung เพียงยี่ห้อเดียว คุณก็ต้องทำงานอย่างหนัก และต้องลงทุนไปกับการซื้อเครื่องมาทดสอบไปเท่าไหร่แล้ว? ดังนั้น การที่จะให้ได้เงิน 330 ล้านบาท สำหรับนักพัฒนาสาย Android นั้นไม่ใช่เรื่องหมู ๆ นะครับ

หรือถ้าคุณเป็นนักพัฒนาที่ไม่โลภมาก พัฒนา App ให้แค่รองรับกับเครื่องไม่กี่รุ่น ไม่กี่ยี่ห้อ จำนวนผู้ใช้ที่คิดว่าน่าจะเป็นลูกค้าของคุณก็จะลดลงตามไปด้วย และแน่นอนเม็ดเงินที่คาดว่าจะได้ก็ลดลงด้วย

ในทางกลับกัน ถ้าคุณเป็นนักพัฒนาสาย iOS คุณจะเหนื่อยน้อยหน่อย เพราะทางฝั่ง iOS มีขนาดของหน้าจออยู่เพียง 5 ขนาด (iPhone/iPod Touch 4″, iPhone  5″, iPhone 5.5″, iPad mini 7.9″, iPad Air 9.7″) และยังมีคุณสมบัติ (Specifications) ที่ถูกกำหนดมาโดย Apple อยู่แล้ว อีกทั้งในเรื่องของรุ่นของ iOS ที่จะทำให้กรอบของรุ่นของ Device ที่ App ของคุณจะต้องตามไปทำงานด้วยน้อยลง ซึ่งถ้าคุณพัฒนา App ของคุณให้รองรับกับ iOS รุ่นปัจจุบัน -1  (เช่น iOS รุ่นปัจจุบันคือ iOS 8 และคุณพัฒนา App ให้รองรับตั้งแต่ iOS 7 ถึง iOS 8) คุณก็พัฒนา App ให้รองรับกับจำนวนเครื่องเพียง 5 รุ่นเท่าเดิม

ซึ่ง ณ จุดนี้เอง แม้ว่าจำนวนเครื่อง iOS ที่มีการใช้งานจริง ๆ อาจจะน้อยกว่าทาง Android อยู่มากโข ซึ่งไม่น่าจะถึง 1 พันล้านเครื่องเหมือนกับ Android แต่นักพัฒนาสาย iOS จะมีช่องทางทำเงินได้มากกว่าฝั่ง Android อย่างแน่นอน เนื่องจากว่า App ที่คุณพัฒนาออกมานั้น จะมีลูกค้ารออยู่เท่ากับจำนวน Device ที่ใช้ iOS อยู่ไม่ต่ำกว่า 80% ของจำนวน Device ที่ใช้ iOS อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม นักพัฒนาจะได้เงินมากหรือน้อย ก็คงต้องดูว่า App ที่พัฒนาออกมานั้นมันโดนใจผู้ใช้มากน้อยเพียงใด ถ้า App คุณเจ๋งจริง ก็รับเงินกันไป

ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผมล้วน ๆ หากท่านใดมีข้อคิดเห็นอย่างไร เขียนเข้ามาคุยกันได้ครับ iamsk@tpug.org

 

*ในที่นี้ผมพยายามค้นหาแล้ว แต่ไม่สามารถหาตัวเลขจริง ๆ มายืนยันได้ และตัวเลขนี้คือตัวเลขเหมารวมของโทรศัพท์มือถือ (Smartphone), แทปเบล็ต (Tablet), และอื่น ๆ รวมกัน

 

1 comment to พัฒนา App สำหรับ Android แล้วได้เงินเยอะจริงหรือ?

You must be logged in to post a comment.