Going up on the Cloud

เมื่อวันพุธ สัปดาห์ก่อน 7 พ.ย. 61 ช่วง 3 ทุ่ม – 4 ทุ่ม ประชุมกับทีมในอเมริกาและแอฟริกาตามปกติ (ทั้งหมด 6 คน รวมผมด้วย)

เนื้อความตอนหนึ่งก็คือ ทางอเมริกา อยากจะให้พวกผมซึ่งเป็น Regional IT Manager ทำงานบริหารโปรเจคมากกว่าที่จะไปทำงาน hands on หรือก็คือให้ลดการลงไปขลุกแก้ปัญหาต่าง ๆ นั่นเอง

ประมาณว่าให้ IT Officer ในประเทศต่าง ๆ ไปทำงานส่วนนี้กันเอง ไม่ต้องให้ถึงมือพวกผมไปลงแรงเอง แนวคิดดีครับ ผมก็ชอบด้วย แต่ยังไม่รู้ว่าจะทำได้จริง หรือได้เร็วแค่ไหน คงต้องประชุมวางแผนการกระจายงานกันอีกหลายรอบ…

#บนท้องฟ้ารถไม่ติด แต่ #ยิ่งสูงยิ่งหนาว เหมือนกันนะ #NoTrafficOnTheSky for #ITPro #iamSK

 

 

Windows Storage Sense กับ OneDrive File On Demand

ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะเคยเจอปัญหาที่ใช้ Windows ไปนานวันเข้าแล้วพบว่าฮาร์ดดิสค์ (Hard Disk) เริ่มจะเต็ม วิธีการทั่ว ๆ ไปที่พวกเรา ๆ ทำกันก็คือไปไล่ดูว่าเก็บอะไรเอาไว้บ้าง มีอะไรบ้างที่พอจะลบทิ้งได้บ้าง แต่มันเป็นขั้นตอนที่เสียเวลาและตัดสินใจได้ยากว่าจะเก็บอะไรเอาไว้ หรือจะลบอะไรทิ้งได้บ้าง

แต่ด้วยความสามารถของ Windows 10 ตั้งแต่ build 11720 เป็นต้นมา ที่มีความสามารถใหม่ที่เรียกว่า Storage Sense ผนวกกับความสามารถ File On Demand ของ OneDrive ทำให้การจัดเก็บไฟล์และการจัดการพื้นที่ในฮาร์ดดิสค์ของเราเปลี่ยนไป

มาเริ่มต้นการเปิดการทำงานของ Storage Sense กันก่อน ให้เข้าไปที่ Settings แล้วเลือกเมนู Storage แล้วจะพบกับตัวเลือก Storage Sense ให้เลือกเปิด (On) ขึ้นมา

 

 

เมื่อเปิด Storage Sense ให้เริ่มต้นทำงานแล้ว เรายังสามารถเลือกได้ว่าจะให้ Storage Sense ทำการตรวจสอบพื้นที่ที่เหลือในฮาร์ดดิสค์บ่อยแค่ไหน ให้คลิกที่ “Change how we free up space automatically” ซึ่งจะมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นมาให้เราเลือกว่าให้ Storage Sense ตรวจสอบพื้นที่ฮาร์ดดิสค์ได้ตั้งแต่ทุกวัน ไปจนถึงจะตรวจสอบก็ต่อเมื่อพื้นที่ฮาร์ดดิสค์เหลือน้อยจริง ๆ

 

และด้วยความสามารถของ Storage Sense ที่จะคอยทำการตรวจสอบพื้นที่ที่เหลืออยู่ในฮาร์ดดิสค์ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ผนวกกับการที่เราเอาไฟล์ต่าง ๆ ของเราเอาไปเก็บไว้ใน OneDrive ที่มีความสามารถ File On Demand ซึ่งในกรณีที่ใช้ Office 365 ที่เราจะมีพื้นที่เก็บข้อมูลบน OneDrive ได้สูงถึง 1 TB เลยทีเดียว ในขณะที่พื้นที่ของฮาร์ดดิสค์อาจจะมีน้อยกว่านั้น จึงเป็น 2 ความสามารถที่ผสานการทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว

ตัวเลือกถัดมาในส่วนของ Storage Sense ที่เกี่ยวข้องกับ OneDrive File On Demand นั้น จะมีตัวเลือกที่กำหนดให้ไฟล์ที่อยู่ใน OneDrive เก็บเอาไว้ในฮาร์ดดิสค์ของเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเวลากี่วัน ซึ่งกำหนดได้ตั้งแต่ 1 วันไปจนถึง 60 วัน ซึ่งถ้าไฟล์ใด ๆ ไม่ได้มีการใช้งานตามตัวเลือกวันที่เรากำหนด ไฟล์นั้น ๆ จะถูกย้ายไปเก็บเอาไว้ในพื้นที่ของ OneDrive บน Cloud เท่านั้น เพื่อเป็นการประหยัดพื้นที่ของฮาร์ดดิสค์ แต่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราจะยังแสดงชื่อไฟล์หรือโฟล์เดอร์นั้น ๆ อยู่ตามปกติ แต่ตัวไฟล์จริง ๆ จะเก็บเอาไว้บนพื้นที่ของ OneDrive ที่อยู่บน Cloud เท่านั้น

 

 

แล้วพอเวลาที่เราเปิดไฟล์ใด ๆ ก็ตามที่ไม่ได้อยู่ในฮาร์ดดิสค์ของเรา แต่อยู่บนพื้นที่ OneDrive ที่อยู่บน Cloud เท่านั้น Windows Storage Sense และ OneDrive File On Demand ก็จะดึงไฟล์นั้น ๆ กลับมาจาก Cloud แล้วเปิดไฟล์นั้น ๆ ให้เราทันที (ความเร็วหรือช้าในการดึงไฟล์กลับมา ขึ้นอยู่กับขนาดของไฟล์และความเร็วของอินเตอร์เน็ตที่คุณใช้งานอยู่)

ด้วยวิธีการง่าย ๆ แค่นี้ คุณก็จะสามารถจัดการพื้นที่ฮาร์ดดิสค์ (Hard Disk) ของคอมพิวเตอร์ของคุณให้พอกับปริมาณของไฟล์และข้อมูลที่เพิ่มขึ้นได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้แล้ว Windows Storage Sense ยังทำได้อีกหลายอย่าง ลองทดสอบใช้งานกันดูนะครับ ถ้ามีข้อสงสัยอะไรติดต่อสอบถามกันได้ครับ ที่ iamSK at Outlook.com ครับ

แล้วพบกันใหม่ครับ

 

 

เรื่องราวดี ๆ ของวันนี้ที่สถานีรถไฟฟ้าเตาปูน

เช้าวันนี้ วันที่ 15 มิถุนายน 2561 (2018) ระหว่างที่ผมยืนเข้าแถว (พร้อมจักรยาน #Brompton)  เป็นคนที่ 2 เพื่อรอขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีนำเงินที่สถานีเตาปูน มีพี่ผู้หญิงคนนึงเดินมาจากด้านหลัง แล้วยืนซองซิปล๊อคตามรูปข้างล่างนี้มาให้ผม (ซึ่งผมก็งง ๆ ในตอนแรก อะไรหว่า) พร้อมกับบอกว่า

 

“เก็บเอาไว้ให้หลายเดือนแล้ว”

 

พอผมเห็นซองนี้และสิ่งที่อยู่ในซอง ผมก็ถึงบางอ้อเลย มันคือสายรัดข้อเท้าแบบสะท้อนแสงเวลาปั่นจักรยาน ซึ่งผมจะใช้ล๊อคจักรยานไว้กับเสาข้าง ๆ ตัวเวลาอยู่บนรถไฟฟ้า แล้วผมทำมันหล่นหายตอนกำลังจะลงจากรถไฟฟ้าใต้ดินเมื่อสัก 4-5 เดือนก่อน ก็ได้แต่นึกเสียดายที่มันหายไป 1 เส้น ก็คิด ๆ ว่าจะไปซื้อใหม่มาให้ครบคู่เหมือนเดิม แต่ก็ไม่ได้มีโอกาสแวะไปที่ร้านสักที

มาถึงวันนี้ พี่สาวคนนี้คงจะเก็บได้หลังจากที่ผมลงจากรถไฟฟ้าไปแล้วเป็นเวลาหลายเดือนอย่างที่เธอบอก แล้วคงจะเก็บเอาไว้ในกระเป๋าถือทุกวัน รอโอกาสที่จะเจอผมอีกครั้งแล้วก็ได้เจอกันวันนี้ พอผมได้รับมาผมก็กล่าว “ขอบพระคุณมากครับพี่” พร้อมกับยกมือไหว้ขอบคุณงาม ๆ และขอบคุณอีก 2-3 ครั้ง แล้วพี่เค้าก็เดินย้อนกลับไปเข้าแถวด้านหลังตามเดิม

 

นี่คือน้ำใจอันดีงามของคนไทยสำหรับคนที่ไม่รู้จักกันเลย ขอบพระคุณจริง ๆ ครับ

 

 

 

คุณ ๆ อาจจะมีคำถามว่าผมใช้งานมันยังไง ก็ประมาณนี้นะครับ คือคล้องกับห่วงใต้เบาะ แล้วสายไปคล้องกับเสาบนรถไฟฟ้าที่ติดกับที่นั่งข้างตัว บริเวณที่มีแผ่นกระจกกั้น เพื่อไม่ให้จักรยานขยับไปมา ตัวสายรัดนี้มีเวลโคร่ (คนไทยเรียกว่าตีนตุ๊กแก) ที่ช่วยรัดได้อย่างแน่นหนา

 

 

อีกครั้งครับ

นี่คือน้ำใจอันดีงามของคนไทยสำหรับคนที่ไม่รู้จักกันเลย ขอบพระคุณจริง ๆ ครับ

 

เป็นเรื่องที่ทำให้ผมรู้สึกดี ๆ และรู้ว่าสังคมไทยยังมีคนดี ๆ อยู่อีกมากมาย เรื่องราวนี้ทำให้ผมยืนยิ้มอยู่คนเดียวระหว่างที่รอรถไฟฟ้าเลยครับ
.

ผู้คนสมัยนี้ไม่รู้จักคำว่า “ขอบคุณ” กันแล้ว

มีคนที่ไม่รู้จักผม แต่อาจจะเคยอ่านบทความที่ผมเขียนเอาไว้ เรื่องที่เกี่ยวกับ iOS หรือ iPhone บนเว็บกาก ๆ ของผม แล้วเค้าก็ส่งเมล์มาถามว่าจะทำยังไงถ้าลืม Apple ID และเปิดเครื่องไม่ได้ ผมก็แนะนำให้ติดต่อไปที่ Apple Support ที่ Singapore พร้อมแนบเบอร์โทรฯ ไปให้ด้วย

 

 
แล้วเค้าก็เมล์กลับมาถามเพิ่มเติมว่า ทาง Apple Support จะถามคำถามอะไรเค้าบ้างเพื่อยืนยันตัวตนเค้า ผมก็ตอบไป

 


ระหว่างการตอบเมล์ไปมา 2 ฉบับ ไม่มีคำขอบคุณออกมาจากอีกฝ่ายแม้แต่คำเดียว แล้วเมล์ที่ส่งมาก็ห้วน ๆ ใส่คำถามมาใน Subject ไม่มีเนื้อความใน Body ของอีเมล์ คำทักทาย สวัสดีคะ สักคำก็ไม่มี (รู้ว่าเป็นผู้หญิงจากคำว่า คะ Subject ที่เขียนมา) *จะเห็นว่าผมก็ไม่ได้ใช้คำทักทายเค้าเหมือนกัน ก็ทำไมหล่ะครับ ในเมื่อเค้าคือคนที่มาขอความช่วยเหลือ แต่ไม่ใส่ใจที่จะใช้คำทักทาย แล้วทำไมต้องทักทายเค้าครับ


จนผมตอบกลับไปแล้ว ก็ไม่มีส่งเมล์กลับมา “ขอบคุณ” เลย ผู้คนสมัยนี้แปลกนะครับ
#สันดาน เสียหายกันไปหมดแล้ว เค้าลืมไปหรือปล่าวว่าผมไม่ได้ทำงานที่ Apple และเสียเวลาส่วนตัว, เสียค่าไฟ, เสียค่า Internet ตอบคำถามให้ฟรี ๆ


แค่พูด(หรือเขียน) คำว่า “ขอบคุณ” แล้วตอบเมล์กลับมา นี่มันยากตรงไหนวะ 

Big Data กับ Data Scientist

ภาพประกอบถ่ายจากข้างถนนแถว ๆ ชิดลม ไม่รู้ว่าใครมาเขียนเอาไว้ ดูแล้วมันคล้าย ๆ กับการสร้าง Big Data เหมือนกัน

 

ผมเริ่มได้ยินคำว่า Big Data ครั้งแรกเมื่อสัก 3-5 ปีก่อน และได้ยินมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่ง Big Data ในมุมมองของผม มันคือ ข้อมูลหรือฐานข้อมูลในเรื่องใดเรื่องนึง ที่เก็บรวบรวมเอาไว้ด้วยในรูปแบบใดสักแบบหนึ่ง แล้วแต่ว่ามันเป็น Data หรือข้อมูลสำหรับกิจกรรมใด แล้วคนที่ดูแลและจัดการ Big Data ก็กลายมาเป็นอาชีพใหม่ที่เรียกว่า Data Scientist ที่มีหน้าที่ในการวิเคราะห์และจัดการกับข้อมูล (Data) ที่เก็บรวบรวมเอาไว้ “แล้วนำมาใช้งานให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจต่อไป”

แต่ถ้ามองอีกด้านหนึ่ง Big Data และ Data Scientist มันอาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ถ้าเรายังพอจะจำกันได้ เมื่อไม่นานมานี้คุณอาจจะเคยได้ยินชื่ออาชีพหนึ่ง “นักสถิติ” ชื่อก็บอกว่าอาชีพนี้จะวกวนอยู่กับ สถิติ (Statistics) ซึ่งสถิติมันจะเป็นอะไรไปไม่ได้เลยนอกจาก Data ที่รวบรวมเอาไว้  “แล้วนำมาใช้งานให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจต่อไป” เห็นมั้ยครับว่า ทั้ง Big Data และ สถิติ มันอาจจะเหมือนกันที่ต่างก็เป็นข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะเอามาวิเคราะห์เพื่อประโยชน์ในการใช้งานกันต่อไป

ดังนั้นในมุมมองของผม Big Data และ Statistics (สถิติ) มันอาจจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ถูกเรียกชื่อต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม ในศาสตร์ของการจัดการ Big Data นั้นมีเทคนิคในการจัดการข้อมูลที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่ ทำให้สามารถข้อมูลมาใช้งานได้ดียิ่งขึ้น จึงได้มีหลักสูตรใหม่ในมหาวิทยาลัย เพื่อสร้าง Data Scientist ที่จะออกมารองรับกับ Big Data ต่อไป

อีกด้านนึงของคนที่เรียนสาขา IT ก็คงจะได้เรียนวิชา Data Mining ที่เป็นหลักการสร้างเหมืองข้อมูล “แล้วนำมาใช้งานให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจต่อไป” เอ๊ะ มันคือเรื่องเดียวกันอีกแล้วใช่ไหม มันใกล้เคียงกันนะครับ เพียงแค่มันอาจจะมีเทคนิคในการจัดการข้อมูลต่างกันเล็กน้อย ดังนั้นคนที่เก่ง Data Mining ก็คงไม่ยากที่จะเรียนรู้ Data Science เพิ่มเติม เพื่อไปเป็น Data Scientist ต่อไป

สำหรับเด็กรุ่นใหม่ น่าจะเริ่มมาศึกษาเรื่อง Big Data กันมากขึ้น และผันตัวเองไปเป็น Data Scientist เพื่ออนาคตที่ดีในการทำงานในยุคของ Big Data ครองเมือง หรือถ้าคุณเป็น นักสถิติ อยู่แล้ว ก็คงไม่ยากที่จะศึกษาเรื่อง Data Science เพิ่มเติม เพื่อผันตัวเองมาเป็น Data Scientist ต่อไปนะครับ สำคัญมาก

 

**ทั้งหมดทั้งมวลนี้ คือความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ

 

Apple NDA: iPhone X and Apple Park

เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ประมาณวันที่ 25 ตุลาคม 2017 ก่อนการเปิดให้จอง iPhone X อย่างเป็นทางการ Vlogger สาวชื่อ Brooke Peterson (Vlogger = Video Blogger) ได้โพสวีดีโอส่วนตัว ที่เป็นการช๊อปปิ้งกับแม่ แล้วไปหาพ่อที่ที่ทำงาน ที่เป็นสำนักงานใหญ่ของ Apple ใน Cupertino ซึ่งก็ดู ๆ ว่าเป็นวีดีการสนุก ๆ ธรรมดา ที่มีบรรยากาศตามนี้

วีดีโอของเธอถ่ายเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2017: วีดีโอของเธอก็เป็นการถ่ายตัวเองเดินช๊อปปิ้งกับแม่ของเธอ เข้าร้านนั้นออกร้านนี้ แล้วสุดท้ายก็เดินทางไปสำนักงานใหญ่ Apple เพื่อไปหาคุณพ่อของเธอ เจอพ่อระหว่างทาง เธอแนะนำว่าพ่อของเธอทำงานที่ Apple มีภาพบรรยากาศภายใน Apple และพ่อของเธอก็พูดถึงเรื่องสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของ Apple ที่ชื่อ Apple Park เดินคุยกันแล้วแวะไปกินอาหารเย็นที่ Caffè Macs (ร้านอาหารสำหรับพนักงาน Apple) พ่อเธอควัก iPhone X ออกมาใช้ Apple Pay จ่ายค่าอาหาร ซึ่งพนักงานเก็บเงินค่าอาหารถึงกับถามว่าได้ใช้ iPhone X แล้วเหรอ พ่อของเธอก็ตอบว่าใช่ Apple ให้มา (ย้ำอีกทีว่าวีดีโอของเธอถ่ายวันที่ 15 กันยายน 2017) มีการจับภาพไปที่หน้าของพนักงานใน  Caffè Macs ที่เป็นคนเก็บเงินด้วย มีภาพการถ่ายบรรยากาศรอบ ๆ แล้วก็มีการโชว์การใช้งาน iPhone X นิดหน่อย กินอาหารเสร็จทั้งสามคนพ่อแม่ลูกก็เดินออกมาจาก Caffè Macs ระหว่างทาง Brooke ก็พูดว่าตรงบริเวณที่นั่งข้างนอกนี้ใช้ถ่ายหนังเรื่อง Jobs มาแล้ว จากนั้นก็ขึ้นรถกลับบ้านจบวีดีโอ

วีดีโอนี้ดังมาก ๆ เพราะว่าเว็บ blog ที่เกี่ยวกับสินค้า Apple เอาไปลงกันอย่างเต็มที่ แล้ว Apple ก็ออกโรง บอกให้ Brooke เอาวีดีโอนี้ออกจาก YouTube รวมไปถึงสำนักข่าวต่าง ๆ ก็โดนหางเลขไปด้วย

แล้วสุดท้ายวันนี้เอง 29 ตุลาคม 2017 มีข่าวออกมาจากวีดีโอใหม่ของเธอ พ่อของเธอโดน Apple ไล่ออกจากงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เพราะอะไรหรือครับ ก็เพราะ NDA หรือ Non-Disclosure Agreement หรือแปลเป็นไทยง่าย ๆ ว่า สัญญาที่พนักงานทำไว้กับ Apple ว่าจะไม่เปิดเผยความลับใด ๆ ของ Apple หรือรวมถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับสินค้าที่ยังไม่วางจำหน่ายของ Apple

 

ก่อนที่จะเข้าเรื่องที่พ่อของเธอถูกไล่ออกจากงาน ผมขอเล่าย้อนไปเมื่อปี 2007 ตอนที่ Apple เพิ่งเปิดตัว iPhone รุ่นแรก ผมได้เดินทางไปอเมริกาช่วงเดือนพฤศจิกายน 2007 และแวะไปหาพี่คนไทยที่รู้จักกันคนนึง เค้าอาศัยอยู่ในอเมริกามาหลายปี แล้วลูกชายของพี่เค้าทำงานที่ Apple อยู่ในส่วนที่ดูแลการพัฒนา iPhone เช่นกัน เค้าเอา iPhone รุ่นแรกมาให้ผมเล่น เป็นรุ่นความจุ 4GB และตัว iPhone เครื่องนั้นผลิตตั้งแต่ต้นปี 2007 (iPhone รุ่นแรกจะสามารถดูช่วงการผลิตได้จากเลข Serial Number) ซึ่งก็หมายความว่า iPhone เครื่องนั้น ผลิตขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่ Steve Jobs เปิดตัว iPhone เมื่อเดือนมกราคม 2007 ในงาน Mac World 2007

และที่เด็ดไปยิ่งกว่านั้น iPhone 4GB ตัวนั้น สามารถใช้งานเครือข่ายมือถือใด ๆ ก็ได้ ไม่ล็อคให้ใช้งานได้แค่ AT&T อย่างที่ควรจะเป็น ตอนนั้นเค้าใช้เครือข่าย T-Mobile ผมเองก็ได้ลองเอา Sim จากเมืองไทยของผมใส่เข้าไปก็สามารถใช้งานได้ และผมยังได้คุยกับเค้าเพิ่มเติมถึงวิธีการที่ Apple จะ Lock หรือ Unlocked เครื่อง iPhone นั้นทำงานอย่างไร เป็นระบบที่ทำงานง่าย ๆ เค้าเล่าให้ฟังอย่างหมดเปลือก และเค้าก็ชวนผมไปที่ Caffè Macs เช่นเดียวกัน เลี้ยงข้าวมือเย็นผมด้วย

แต่ย้อนไปนิดนึงก่อนการพูดคุยกันทั้งหมด เค้าเตือนผมก่อนเลยว่าสิ่งที่คุยกันทั้งหมดห้ามเปิดเผย ห้ามถ่ายรูปเค้า ห้ามเปิดเผยเลข Serial Number ของเครื่อง iPhone ของเค้า (ผมถ่ายรูป iPhone เครื่องนั้นมาด้วย พร้อม Serial Number) ห้ามถ่ายรูปบรรยากาศใน Apple และ Caffè Macs ผมก็รับปากและทำตามนั้นมาตลอดจนถึงปี 2017 นี้ผมก็ยังเก็บไว้เป็นความลับ เพราะตัวเค้าเองก็ต้องเซนต์ NDA กับ Apple เช่นเดียวกัน มีอะไรหลุดไปนิดเดียว Apple สาวถึงตัวเค้าได้ไม่ยาก

 

กลับมาที่เรื่องของ Brooke และพ่อของเธออีกที แน่นอนว่าพ่อของเธอจะต้องเป็นพนักงานระดับสูงคนนึงทีเดียว ที่จะสามารถมี iPhone X ใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2017 (ตามวันที่ในวีดีโอของ Brooke) ซึ่งเป็นเวลาแค่ 3 วันหลังจากที่ Apple มีงานเปิดตัว iPhone X แต่อย่างไรก็ตาม กว่าที่ Brooke จะปล่อยวีดีโอของเธอออกมาก็เป็นช่วงปลายเดือนตุลาคม ในวันที่ 25 ตุลาคม ก่อนวันเปิดให้จอง iPhone X 2 วัน ซึ่งดู ๆ แล้วก็คล้าย ๆ กับว่า Apple น่าจะรู้เห็นเป็นใจด้วยหรืออย่างไร ถึงได้ปล่อยให้มีวีดีโอนี้ออกมา เพื่อสร้างกระแสก่อนการเปิดให้จอง iPhone X อย่างเป็นทางการ

แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น พ่อของ Brooke โดน Apple ไล่ออกภายใน 2 วันหลังจากที่วีดีโอนี้เปิดตัวออกมา และดังไปทั่วโลก นี่คือผลพวงของ NDA ที่พ่อของ Brooke ที่ไม่น่าจะเป็นพนักงานระดับล่าง น่าจะเข้าใจดีถึง NDA ที่เค้าเซนต์เอาไว้กับ Apple เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นที่รูักันว่า Apple เป็นบริษัทที่หวงเรื่องความลับของสินค้า(ที่ยังไม่เปิดตัว) และเรื่องราวภายในต่าง ๆ ของ Apple แม้กระทั่งภาพบรรยากาศภายในของ Apple เองก็ไม่ใช่ว่าจะมีการเปิดเผยกันให้เห็นกับคนภายนอกได้

แม้แต่วีดีโอ Keynotes วันเปิดตัว iPhone X ซึ่งในระหว่างการถ่ายทอดสด จะมีภาพบรรยากาศของเหล่านักข่าวเดิินเข้าไปใน Steve Jobs Theater ที่เป็นสถานที่จัดงาน มีภาพบรรยากาศของ Apple Park ที่เป็นสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของ Apple ด้วย แต่พอ Apple ปล่อยวีดีโอ Keynotes ให้ดาวน์โหลดในภายหลัง กลับตัดภาพบรรยากาศภายใน Apple Park ออกไปจนหมด นี่เป็นการยืนยันได้ว่า Apple นั้นให้ความสำคัญกับความลับของภาพภายในบริษัทมากน้อยเพียงใด

อีกตัวอย่างหนึ่ง ผมได้มีโอกาสแวะไปที่ Apple Store หลายสาขาทั้งในอเมริกา, ฮ่องกง และจีน ทุกครั้งก่อนที่ผมจะถ่ายภาพในร้าน ผมจะถามพนักงานในร้านก่อนว่าถ่ายได้หรือไม่ เค้าก็จะตอบเหมือนกันว่า ถ่ายได้ แต่ห้ามถ่ายเจาะจงไปที่พนักงานโดยตรง ห้ามตั้งใจถ่ายภาพพนักงานระหว่างทำงานหรือคุยกับลูกค้า ถ่ายรวม ๆ แล้วติดพนักงานอยู่ในนั้นไม่เป็นไร ผมก็เคารพกฎนี้โดยดี

สุดท้าย คนที่พลาดเองก็คือพ่อของ Brooke เค้าน่าจะรู้ดีกว่าการที่ให้ลูกสาวถ่ายภาพบรรยากาศภายในของสำนักงานใหญ่ของ Apple ถ่ายติดพนักงาน Caffè Macs และยังคุยกันกับเค้าอีกด้วย เป็นประเด็นหลักที่ทำให้เค้าโดน Apple ไล่ออก ประเด็นเรื่องการเปิดเผย iPhone X นั้นคงเป็นเรื่องรอง เพราะว่าได้มีเว็บต่าง ๆ ที่ได้มีโอกาสสัมผัส iPhone X ในวันเปิดตัว ได้ถ่ายวีดีโอลงเว็บกันมากมายแล้ว และมีประเด็นในเว็บบล๊อคต่างประเทศว่ากันว่าใน Notes ที่ Brooke โชว์ให้ดูมีข้อมูลบางอย่างที่สำคัญที่ห้ามเปิดเผย ผมพยายามดูแล้ว ก็พบว่าวีดีโอของ Brooke นั้นไม่ชัดพอที่จะพออ่านออกว่าเป็น Notes เกี่ยวกับอะไร ประกอบกับ Brooke เองก็ฉลาดพอที่ไม่ได้ปล่อยวีดีโอนี้ตั้งแต่วันแรก ๆ ที่ถ่ายวีดีโอนี้ (3 วันหลังจาก Apple เปิดตัว iPhone X) ประเด็นเรื่องตกงานเพราะเปิดเผยเรื่อง iPhone X ก็น่าจะตกไป เป็นเรื่องของการเปิดเผยภาพภายในสำนักงานใหญ่ของ Apple เป็นหลัก

สุดท้าย เรื่องนี้เป็นการสอนให้รู้ว่า ความลับต่าง ๆ ขององค์กร ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ที่ใครก็จะเอามาโพสลงวีดีโอกันได้ การทำการใด ๆ ที่จะเป็นการเปิดเผยข้อมูลความลับของบริษัทหรือองค์กร ควรจะต้องขออนุญาตกับองค์กรหรือบริษัทให้ดี ๆ ตัวอย่างนี้คือตัวอย่างที่ดีนะครับ ฝากไว้…

Link: RedmondPie.com

 

Microsoft Mechanics T-Shirt

นี่คือเสื้อเท่ห์ ๆ ของ Microsoft Mechanics ที่ผมได้มาตอนไปร่วมงาน #MSIgnite 2017 ที่โอแลนโด ฟอริดา สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนกันยายน 2017 ที่ผ่านมา เสื้อนี้ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ เดินไปมาแล้วเค้าแจกนะครับ คือว่าไม่เห็นเค้าแจกด้วยซ้ำ แล้วผมได้มาได้ยังไง?

ที่งาน Microsoft Ignite 2017 มีเวที Microsoft Ignite Studio ที่จะมีการอัดวีดีโอและถ่ายทอดสด รายการ Microsoft Mechanics ที่เป็นวีดีโอพูดคุยและแนะนำเทคโนโลยต่าง ๆ ของ Microsoft (twitter.com/MSFTMechanics) ตอนจบของแต่ละช่วง จะให้คนฟังส่งใบชิงรางวัล Surface Notebook 1 เครื่อง ซึ่งโกลาหลเกิดขึ้นตรงนี้ คนฟังน่าจะเกิน 200 คนในแต่ละช่วง กรูกันเข้าไปที่กล่องส่งใบชิงรางวัล ที่วางเอาไว้ตรงเวที และมีแค่กล่องเดียว ทำให้เกิดการจราจรที่ติดขัด

photo credit: Microsoft Mechanics’s twitter

วันแรกของงาน ผมนั่งฟังอยู่ 2-3 รายการ ตอนเกิดความรำคาญที่เห็นคนรุมกันเข้าไปที่เวทีทุกครั้ง ก็เลยเดินไปคุยกับคนดำเนินรายการ ชื่อ Zachary แล้วบอกเค้าว่า ทำไมไม่เอากล่องชิงรางวัลออกมาวางไว้ด้านข้าง ๆ ที่โล่ง ๆ แทน คนจะได้ไม่แออัดกันเวลาส่งกระดาษชิงรางวัล เค้าก็อือ ๆ Thank you 3 Times. (ฮ่า ๆ ) คุยกันต่ออีกแป๊บนึง ผมก็ขอตัวไปฟังหัวข้ออื่น ๆ เพิ่มเติม

วันต่อมา ผมเดินมาที่ Microsoft Ignite Studio อีกครั้ง เพื่อฟังหัวข้ออื่น ๆ ที่ผมสนใจ ได้เจอกับ Zachary อีกครั้ง นี่คือประโยคสนทนา หลังจากทักทายกันแล้ว

Zach: ยูเห็นมั้ย ฉันเอากล่องชิงรางวัลออกมาตั้งข้างนอกแล้ว แล้วไม่ใช่แค่กล่องเดียวนะ 2 กล่องเลยนะ วางไว้ทั้ง 2 ข้างของเวทีเลย

SK: เอ่อ เจ๋งเป้งเลย Zach ขอบคุณมากที่ยูรับฟังความเห็นจากผม

Zach: เฮ้ SK ยูใส่เสื้อเบอร์อะไรฟะ ไอจะไปเอาเสื้อเท่ห์ ๆ มาให้ยูใส่เล่นสักตัว

SK: ขอเบอร์ L ละกันนะ

Zach: เฮ๊ย อย่าเลย หุ่นดี ๆ อย่างยู เอาเบอร์ M ก็พอแล้ว (แล้วเค้าก็เดินไปหยิบเสื้อจากหลังเวทีมาให้)

SK: โอ๊วววว ขอบคุณหลาย ๆ ครับ แต่ขอ Surface Notebook ด้วยดิ

Zach: มากไปมั้ง SK (ฮ่า ๆ อันนี้ผมเติมเอง)

…. พูดคุยกันอีกนิดหน่อย เค้าก็ขอตัวไปดำเนินรายการต่อ

นี่คือสิ่งดี ๆ ของการเป็นคนปากมาก เห็นอะไรขัดตาแล้วก็พูดและบ่นไปซะ ฝรั่งเค้ารับฟังแล้วเอาไปปรับแก้ด้วย ไม่ใช่แค่ฟังผ่าน ๆ ไป

และไม่ใช่แค่นั้น วันสุดท้ายของงาน Microsoft Ignite 2017 (ผมใส่เสื้อตัวข้างบน) ผมและทีมงาน IT ขององค์กรผมอีก 4 คน ยืนคุยกันอยู่ด้านนอกห้องประชุมที่อยู่ใกล้ ๆ Microsoft Ignite Studio ตามข้างต้น มีคุยเรื่องเสื้อที่ผมใส่อยู่ด้วย เค้าถามว่าผมได้มาได้ยังไง ผมก็อธิบายไป คุยกันอยู่พักใหญ่ อีตา Zachary เดินผ่านมาพอดี ผมก็เลยส่งเสียงทักทายไป เค้าก็เลยเดินมาคุยกับพวกผมทั้งกลุ่ม และแน่นอนก็เลยถามว่าเสื้อยังมีเหลืออีกมั้ย เค้าบอกว่า เฮ๊ยมีสิฟ่ะ เดี๋ยวไปเอามาให้นะ สรุปว่า วันนั้นอีก 4 คนได้เสื้อ Microsoft Mechanics กันครบทุกคนแบบง่าย ๆ เพราะจากการปากมากของผมตามข้างต้น

Thank you 3 times…. ^___^

 

 

 

“Hug Me”

photo credit: Hug Me T-Shirt

วัฒนธรรมการกอดเวลาพบเจอหรือลาจากของเพื่อนหรือคนรู้จัก เป็นวัฒนธรรมของทางตะวันตก คนในเอเชียอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยมากนัก โดยเฉพาะกับผู้หญิง เพราะก็มีบ้างที่คุณ ๆ ผู้ชายบางคนอาจจะตั้งใจกอดแบบหวังผล หรือถือว่าเป็นการได้กอดผู้หญิง มีเรื่องของการเอาเปรียบทางเพศแอบแฝงอยู่ในจิตใจลึก ๆ จึงทำให้ผู้หญิงเอเชียหลาย ๆ คนขยาดที่จะกอดแบบฉันท์มิตรกับผู้ชาย

ผมได้เห็นด้วยตาตัวเองล่าสุดเมื่อครั้งที่ไปร่วมงานแม่โขงไอซีทีแคมป์ ที่เสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา ระหว่าง 1-10 กันยายน 2560 (www.mekongict.org) วันสุดท้ายก่อนแยกย้ายกันกลับที่หน้าโรงแรม มีหนุ่มเวียตนามคนนึง พุ่งตรงไปทำท่าจะกอดเพื่อลากับสาวชาวกัมพูชาคนนึง สาวคนนั้นถึงกลับถอยหลังกลับในทันที ทำเอาหนุ่มคนนั้นเหวอไปเหมือนกัน ไม่ได้แม้แค่จะจับมือกับสาวคนนั้น ^__^ ถ้าเป็นผมก็คงจะเหวอเหมือนกัน

แต่ในทางกลับกัน ผมไม่ได้บอกว่าผมเป็นคนดีกว่าคนอื่นหรืออย่างไร แต่เพื่อน ๆ ที่เป็นผู้หญิงคนเอเชียที่รู้จักผม เค้าไม่ตะขิดตะขวงใจเลยที่จะโอบกอดกับผมเมื่อพบกันหรือลาจาก อาจจะเป็นเพราะว่าผมแสดงกริยาชัดเจนกับทุกคนว่า ผมไม่ได้ต้องการล่วงละเมิดหรือมีความคิดอื่นใดแอบแฝงกับพวกเธอ เป็นการโอบกอดกันแบบมิตรภาพจริง ๆ ….. ดังนั้น เพื่อน ๆ ครับ ถ้าเจอผมก็ไม่ต้องกลัวนะครับ กอดได้ครับ…… ^__^

#Hugs #HugMe #MKICT

Apologize…

วันพฤหัส ทุก ๆ 2 อาทิตย์ ผมจะมีประชุมกับเจ้านายผมที่อยู่ในอเมริกา ช่วงเวลาสาย ๆ ซึ่งก็จะเกือบ 5 ทุ่มทางโน้นแล้ว แล้วเมื่อวาน คิดว่าเจ้านายผมลืม หรือง่วงจนหลับไปก่อน เลยไม่ได้ประชุมกันเหมือนปกติ
.
แล้วตอนเย็น ๆ เมื่อวาน (วันพฤหัส) ซึ่งก็คือเวลาเช้าแล้วของทางอเมริกา เค้าส่งเมล์มา Apologize ที่เค้าลืมไม่ได้ประชุมกับผม…… *ประเด็นผมก็คือ ถ้าเป็นเจ้านายแบบไทย ๆ ก็คง อ๋อ ลืมประชุมกับลูกน้องนิดหน่อย เราเป็นเจ้านายไม่เป็นอะไรหรอก
.
ผมเคยบอกเสมอ ๆ ว่า การขอโทษ ไม่เห็นจะเสียหน้าเลย ไม่ว่าเราจะเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่กว่าคนที่เราขอโทษด้วย ดูแมนมาก ๆ เสียด้วยซ้ำ ลอง ๆ ทำกันดูนะครับ พูดขอโทษ ไม่ว่าคุณกับลูกน้อง กับเจ้านาย หรือกับเพื่อนร่วมงาน สร้างความเป็นมืออาชีพ (Professional) ให้กับตัวคุณเอง

via: FB Post

ThaiTwo not ThaiOne (Taiwan)

This is unbelievable, in 2017. Some people still think and confused between THAILAND and TAIWAN. This is even that I said it clearly in my request to them; which said that we are in THAILAND.  These people may still think that THAILAND is still ridding horses/elephant for transportation and have no Internet.

*this is a response from Microsoft’s partner in UK, after I send a request for a quote of Surface Hub to their channel in Singapore.

#WhatABummer yeah dude, We’re ThaiTWO not ThaiOne

ไม่น่าเชื่อว่าในปี 2560 ยังมีคนสับสนระหว่าง TAIWAN กับ THAILAND อยู่อีก แม้ว่าผมเขียนเอาไว้ชัดเจนแล้วว่าติดต่อจาก THAILAND คนพวกนี้อาจจะยังคิดว่าพวกเรายังขี่ช้าง ขี่ม้าไปทำงานอยู่ก็ได้ คงไม่มี Internet ใช้หรอกมั้ง

*นี่คือกรณีของคำตอบที่มาจากตัวแทนจำหน่ายสินค้าของ Microsoft ที่อยู่ในอังกฤษ หลังจากที่ผมส่งคำขอใบเสนอราคา Surface Hub ไปที่สาขาของเค้าใน Singapore

#บัดซบสิ้นดี

via: FB Post

3 minutes presentation

TGIFT (Thanks God It’s Friday, Tomorrow) คือชื่อของการประชุมประจำเดือนของที่ออฟฟิศ ที่จะมีช่วง One-Slide, One-Unit ที่เปิดโอกาสให้แต่ละแผนก update งานให้ทุกคนได้ฟัง แต่จะต้องมีแค่ Slide เดียว และจำกัดเวลาแค่ 3 นาที
.
ผมในฐานะของแผนก IT ก็ขอเล่นเด้วย แต่ผมจะไม่มี Slide นะครับ =^–^=
.
TGIFT (Thanks God It’s Friday, Tomorrow) is what we named our monthly meeting. There is a section called “One-Slide, One-Unit. That’s let each department present their update to the rest of the company. With a limited of 1 slide and must be 3 minutes only.
.
As part of IT Team, I will do it too ,but no Slide. =^–^=

via: FB Post

Be Different

What ever you do, in any careers. You should be different, and outstanding. Otherwise, you will be just like them and never be at the top. You don’t want to be those “brown straw”, don’t you? #Professional #Careers

ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร คุณก็ควรที่จะแตกต่างและโดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ ไม่เช่นนั้นคุณก็จะหาความก้าวหน้าไม่ได้ คุณคงไม่อยากเป็นพวกหลอดสีน้ำตาลเนอะ

-iamSK

My professional profile: www.linkedin.com/in/iamsk

via: FB Post

Translation….

ควันหลง เล่าเรื่อง #ขำๆ เมื่อวานไปงาน #TechSoup มา ในงานจะมีน้องช่วยแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย หรือไทยเป็นอังกฤษ ซึ่งนี่คือสิ่งที่ผมทำไม่ได้ เพราะแม้ว่าจะเข้าใจภาษาอังกฤษ แต่จะให้แปลสด ๆ นั้นยากมาก เคยทำครั้งนึงตอนจัดงาน #BarcampBKK ยากสุด ๆ ต้องฟังฝรั่งพูด และแปลทันที มันเรียบเรียงคำได้ยากมาก

มาถึงประเด็นขำ ช่วงที่ลุงแต๊ก Klaikong Vaidhyakarn เป็นคนบรรยาย ลุงแต๊กจะพูดเป็นภาษาไทย แล้วให้น้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ มีบางครั้งที่ทั้งสองคนสลับกันเสียเอง ลุงแต๊กดันจะพูดภาษาอังกฤษทันที และมีอีกหัวข้อที่ฝรั่งพูด น้องที่เป็นแปลก็หลุดออกมาเป็นภาษาอังกฤษบ้าง โดยไม่ได้พูดไทยเลย นี่คงเป็นกับคนที่ฟังแล้วเข้าใจเลย บางครั้งก็ยังคิดเป็นภาษาอังกฤษอยู่ ทำให้อาจจะพูดภาษาอังกฤษต่อเลยแบบลืมตัว

ปล. ลุงแต๊ก ได้แอบขายของ #MKICT #MekongICTCamp ด้วย ^__^

Via: FB Post

Running Late…

#โหมดปิดเทอม #ตื่นสายนิดหน่อย

เช้านี้มาถึงที่ตึกที่ทำงาน 8:40 เข้าไปแล้ว เดินสวนกับพี่แม่บ้านในตึกคนนึง ที่เคยคุยกันบ้าง พี่เค้าทักทาย

พี่แม่บ้าน: หัวแต่มาติจ้า…
ผม: แม่นครับ

พี่เค้าคงงง ไอ้บ้านี่มาสายแล้วยังเดินสบาย ๆ ไม่รีบเหรอ คืออย่างนี้ครับ ที่ทำงานผมไม่มีการตอกบัตร ซึ่งผมก็คิดว่าไม่จำเป็น การทำงานควรมีความรับผิดชอบได้เอง รู้ว่าจะต้องทำอะไร ไม่ต้องเอาเรื่องการตอกบัตรมาเป็นประเด็นบังคับ วันไหนมีประชุมเช้า ผมก็มาเช้ามาก ๆ ผมทำงานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวันมานานแล้ว ประชุมเย็นและดึกก็บ่อย

*ช่วงเปิดเทอม ผมจะถึงออฟฟิศก่อน 8 โมงทุกวัน
**ผมไมเ่คยรีบกับการตอกบัตร แม้ว่าที่ทำงานเก่า สมัยทำงานใหม่ ๆ ผมตอกตัวแดงเยอะมาก ไม่เคยสนใจ เพราะว่าเค้ารู้ว่าเราทำงานหนักแค่ไหน ไม่เคยโดนหักเงินเดือนนะครับ
*** จำได้ว่าน้องที่ทำงานเก่า ใกล้ ๆ 8:30 เค้าจะวิ่งทุกวันเพื่อให้ตอกบัตรให้ทัน ผมปล่อยให้เค้าวิ่งแซงไปที่เครื่องตอกบัตรเลย ผมเดินชิว ๆ แล้วค่อย ๆ ตอกบัตรลงไป อ้าวแดงอีกแล้ว เจ๋งดี 555

 

via: FB Post

Trump’s no carry-on Laptop Policy; Great Opportunity for Microsoft.

เนื่องจากนโยบายใหม่ของ Donald Trump ที่ประกาศห้ามการนำเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา (Laptop) และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่มีขนาดใหญ่กว่ามือถือขึ้นบนเครื่องบิน ถ้าเป็นเที่ยวบินเข้าสู่อเมริกาจากประเทศในตะวันออกกลางหลายประเทศ (ดูรายการข้างล่าง)

With Trump’s new policy, no carry-on Laptop (and devices that larger than Phone) when fly to the US from selected Airports (mostly from Middle East, see a list below). Microsoft should see this as an opportunity. Make a “Windows to Go” (WTG) as a ready to use Windows 10 in a Flash Drive. Just buy it at Airport Kiosk, open and plug to any computer at the Airport. With a few steps of configuration, user will get a complete set of Windows to use. In the WTG package, it may pack with a current version of Microsoft Office that user can activate with their subscriptions, and/or option to activate as new customer. This way user no need to carry any laptop around, get healthier for no need to carry heavy laptop. This WTG can be re-use and work everywhere.

ทำให้ผมคิดว่า Microsoft น่าจะถือเอาเรื่องนี้เป็นโอกาสอันดีทีจะทำเงินมากขึ้น ด้วยการเตรียม “Windows To Go” (WTG) ที่เป็น Windows แบบพร้อมใช้ในแฟลชไดรฟ์ (Flash Drive) นักเดินทางจากหรือในประเทศที่อยู่ในรายการที่โดนห้าม เพียงแค่ซื้อแฟลชไดรฟ์อันนี้ที่เคาน์เตอร์ขายสินค้าในสนามบิน แกะกล่องออกมา เสียบกับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดก็ได้ ตั้งค่าเล็กน้อยก็สามารถที่จะมี Windows 10 สำหรับพร้อมใช้งานในทันที และในแฟลชไดร์ฟ อาจจะติดตั้ง Microsoft Office รุ่นล่าสุดมาให้พร้อมกันเลย แล้วให้ผู้ใช้ลงทะเบียนใช้งานจากสมาชิกที่มีอยู่แล้ว (Subscriptions) หรือว่าซื้อและจ่ายเงินเพื่อเป็นสมาชิกได้ในทันที เพียงแค่นี้ก็ตัดปัญหาการที่จะต้องเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นเครื่องบินไม่ได้อีกต่อไป (และแถมยังสุขภาพดีไม่ต้องแบกคอมพิวเตอร์ให้หนักอีกด้วย) และเจ้า WTG ก็สามารถใช้งานซ้ำได้ ซื้อครั้งเดียวใช้ได้ตลอด ๆ

 

 

To make it even more success, Microsoft might make a deal with Airports to Install Computer CPU with Internet ready, no hard drive in it. This is mean no Windows, no OS. Simply have the computer ready for “WTG” customer to use. This will be a “Happy Ending”. Make more money.

*If you don’t know what is Windows To Go? Please talk to IT guy near you.

และเพื่อเพิ่มโอกาสมากขึ้น Microsoft น่าจะไปติดต่อกับสนามบินต่าง ๆ เพื่อขอติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีแค่ ซีพียู (CPU), คีย์บอรด์, เมาส์ และจอภาพ พร้อมกับมีอินเตอร์เน็ต (Internet) ที่พร้อมใช้งาน แต่ไม่มีฮาร์ดไดร์ฟ (Hard drive) ที่บรรจุ Windows หรือ OS ใด ๆ เพียงแค่มีคอมพิวเตอร์ที่พร้อมใช้สำหรับลูกค้าที่ซื้อ WTG ไปแล้วเท่านั้นเอง เพียงแค่นี้ก็ จบบริบรูณ์ รับทรัพย์กันไป

*ถ้าคุณยังไม่รู้หรือเข้าใจว่า Windows To Go คืออะไร ลองปรึกษาทีมงาน IT ใกล้ตัวดูนะครับ

 

List of ban Airport.
  1. Queen Alia International Airport (AMM), Amman Jordan
  2. Cairo International Airport (CAI), Cairo, Egypt
  3. Ataturk International Airport (IST), Istanbul, Turkey
  4. King Abdul-Aziz International Airport (JED), Jeddah, Saudi Arabia
  5. King Khalid International Airport (RUH), Riyadh, Saudi Arabia
  6. Kuwait International Airport (KWI), Kuwait City, Kuwait
  7. Mohammed V Airport (CMN), Casablanca, Morocco
  8. Hamad International Airport (DOH), Doha, Qatar
  9. Dubai International Airport (DXB), Dubai, UAE
  10. Abu Dhabi International Airport (AUH), Abu Dhabi, UAE

 

 

อ่านต่อ » Trump’s no carry-on Laptop Policy; Great Opportunity for Microsoft.