Apple NDA: iPhone X and Apple Park

เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ประมาณวันที่ 25 ตุลาคม 2017 ก่อนการเปิดให้จอง iPhone X อย่างเป็นทางการ Vlogger สาวชื่อ Brooke Peterson (Vlogger = Video Blogger) ได้โพสวีดีโอส่วนตัว ที่เป็นการช๊อปปิ้งกับแม่ แล้วไปหาพ่อที่ที่ทำงาน ที่เป็นสำนักงานใหญ่ของ Apple ใน Cupertino ซึ่งก็ดู ๆ ว่าเป็นวีดีการสนุก ๆ ธรรมดา ที่มีบรรยากาศตามนี้

วีดีโอของเธอถ่ายเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2017: วีดีโอของเธอก็เป็นการถ่ายตัวเองเดินช๊อปปิ้งกับแม่ของเธอ เข้าร้านนั้นออกร้านนี้ แล้วสุดท้ายก็เดินทางไปสำนักงานใหญ่ Apple เพื่อไปหาคุณพ่อของเธอ เจอพ่อระหว่างทาง เธอแนะนำว่าพ่อของเธอทำงานที่ Apple มีภาพบรรยากาศภายใน Apple และพ่อของเธอก็พูดถึงเรื่องสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของ Apple ที่ชื่อ Apple Park เดินคุยกันแล้วแวะไปกินอาหารเย็นที่ Caffè Macs (ร้านอาหารสำหรับพนักงาน Apple) พ่อเธอควัก iPhone X ออกมาใช้ Apple Pay จ่ายค่าอาหาร ซึ่งพนักงานเก็บเงินค่าอาหารถึงกับถามว่าได้ใช้ iPhone X แล้วเหรอ พ่อของเธอก็ตอบว่าใช่ Apple ให้มา (ย้ำอีกทีว่าวีดีโอของเธอถ่ายวันที่ 15 กันยายน 2017) มีการจับภาพไปที่หน้าของพนักงานใน  Caffè Macs ที่เป็นคนเก็บเงินด้วย มีภาพการถ่ายบรรยากาศรอบ ๆ แล้วก็มีการโชว์การใช้งาน iPhone X นิดหน่อย กินอาหารเสร็จทั้งสามคนพ่อแม่ลูกก็เดินออกมาจาก Caffè Macs ระหว่างทาง Brooke ก็พูดว่าตรงบริเวณที่นั่งข้างนอกนี้ใช้ถ่ายหนังเรื่อง Jobs มาแล้ว จากนั้นก็ขึ้นรถกลับบ้านจบวีดีโอ

วีดีโอนี้ดังมาก ๆ เพราะว่าเว็บ blog ที่เกี่ยวกับสินค้า Apple เอาไปลงกันอย่างเต็มที่ แล้ว Apple ก็ออกโรง บอกให้ Brooke เอาวีดีโอนี้ออกจาก YouTube รวมไปถึงสำนักข่าวต่าง ๆ ก็โดนหางเลขไปด้วย

แล้วสุดท้ายวันนี้เอง 29 ตุลาคม 2017 มีข่าวออกมาจากวีดีโอใหม่ของเธอ พ่อของเธอโดน Apple ไล่ออกจากงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เพราะอะไรหรือครับ ก็เพราะ NDA หรือ Non-Disclosure Agreement หรือแปลเป็นไทยง่าย ๆ ว่า สัญญาที่พนักงานทำไว้กับ Apple ว่าจะไม่เปิดเผยความลับใด ๆ ของ Apple หรือรวมถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับสินค้าที่ยังไม่วางจำหน่ายของ Apple

 

ก่อนที่จะเข้าเรื่องที่พ่อของเธอถูกไล่ออกจากงาน ผมขอเล่าย้อนไปเมื่อปี 2007 ตอนที่ Apple เพิ่งเปิดตัว iPhone รุ่นแรก ผมได้เดินทางไปอเมริกาช่วงเดือนพฤศจิกายน 2007 และแวะไปหาพี่คนไทยที่รู้จักกันคนนึง เค้าอาศัยอยู่ในอเมริกามาหลายปี แล้วลูกชายของพี่เค้าทำงานที่ Apple อยู่ในส่วนที่ดูแลการพัฒนา iPhone เช่นกัน เค้าเอา iPhone รุ่นแรกมาให้ผมเล่น เป็นรุ่นความจุ 4GB และตัว iPhone เครื่องนั้นผลิตตั้งแต่ต้นปี 2007 (iPhone รุ่นแรกจะสามารถดูช่วงการผลิตได้จากเลข Serial Number) ซึ่งก็หมายความว่า iPhone เครื่องนั้น ผลิตขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่ Steve Jobs เปิดตัว iPhone เมื่อเดือนมกราคม 2007 ในงาน Mac World 2007

และที่เด็ดไปยิ่งกว่านั้น iPhone 4GB ตัวนั้น สามารถใช้งานเครือข่ายมือถือใด ๆ ก็ได้ ไม่ล็อคให้ใช้งานได้แค่ AT&T อย่างที่ควรจะเป็น ตอนนั้นเค้าใช้เครือข่าย T-Mobile ผมเองก็ได้ลองเอา Sim จากเมืองไทยของผมใส่เข้าไปก็สามารถใช้งานได้ และผมยังได้คุยกับเค้าเพิ่มเติมถึงวิธีการที่ Apple จะ Lock หรือ Unlocked เครื่อง iPhone นั้นทำงานอย่างไร เป็นระบบที่ทำงานง่าย ๆ เค้าเล่าให้ฟังอย่างหมดเปลือก และเค้าก็ชวนผมไปที่ Caffè Macs เช่นเดียวกัน เลี้ยงข้าวมือเย็นผมด้วย

แต่ย้อนไปนิดนึงก่อนการพูดคุยกันทั้งหมด เค้าเตือนผมก่อนเลยว่าสิ่งที่คุยกันทั้งหมดห้ามเปิดเผย ห้ามถ่ายรูปเค้า ห้ามเปิดเผยเลข Serial Number ของเครื่อง iPhone ของเค้า (ผมถ่ายรูป iPhone เครื่องนั้นมาด้วย พร้อม Serial Number) ห้ามถ่ายรูปบรรยากาศใน Apple และ Caffè Macs ผมก็รับปากและทำตามนั้นมาตลอดจนถึงปี 2017 นี้ผมก็ยังเก็บไว้เป็นความลับ เพราะตัวเค้าเองก็ต้องเซนต์ NDA กับ Apple เช่นเดียวกัน มีอะไรหลุดไปนิดเดียว Apple สาวถึงตัวเค้าได้ไม่ยาก

 

กลับมาที่เรื่องของ Brooke และพ่อของเธออีกที แน่นอนว่าพ่อของเธอจะต้องเป็นพนักงานระดับสูงคนนึงทีเดียว ที่จะสามารถมี iPhone X ใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2017 (ตามวันที่ในวีดีโอของ Brooke) ซึ่งเป็นเวลาแค่ 3 วันหลังจากที่ Apple มีงานเปิดตัว iPhone X แต่อย่างไรก็ตาม กว่าที่ Brooke จะปล่อยวีดีโอของเธอออกมาก็เป็นช่วงปลายเดือนตุลาคม ในวันที่ 25 ตุลาคม ก่อนวันเปิดให้จอง iPhone X 2 วัน ซึ่งดู ๆ แล้วก็คล้าย ๆ กับว่า Apple น่าจะรู้เห็นเป็นใจด้วยหรืออย่างไร ถึงได้ปล่อยให้มีวีดีโอนี้ออกมา เพื่อสร้างกระแสก่อนการเปิดให้จอง iPhone X อย่างเป็นทางการ

แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น พ่อของ Brooke โดน Apple ไล่ออกภายใน 2 วันหลังจากที่วีดีโอนี้เปิดตัวออกมา และดังไปทั่วโลก นี่คือผลพวงของ NDA ที่พ่อของ Brooke ที่ไม่น่าจะเป็นพนักงานระดับล่าง น่าจะเข้าใจดีถึง NDA ที่เค้าเซนต์เอาไว้กับ Apple เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นที่รูักันว่า Apple เป็นบริษัทที่หวงเรื่องความลับของสินค้า(ที่ยังไม่เปิดตัว) และเรื่องราวภายในต่าง ๆ ของ Apple แม้กระทั่งภาพบรรยากาศภายในของ Apple เองก็ไม่ใช่ว่าจะมีการเปิดเผยกันให้เห็นกับคนภายนอกได้

แม้แต่วีดีโอ Keynotes วันเปิดตัว iPhone X ซึ่งในระหว่างการถ่ายทอดสด จะมีภาพบรรยากาศของเหล่านักข่าวเดิินเข้าไปใน Steve Jobs Theater ที่เป็นสถานที่จัดงาน มีภาพบรรยากาศของ Apple Park ที่เป็นสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของ Apple ด้วย แต่พอ Apple ปล่อยวีดีโอ Keynotes ให้ดาวน์โหลดในภายหลัง กลับตัดภาพบรรยากาศภายใน Apple Park ออกไปจนหมด นี่เป็นการยืนยันได้ว่า Apple นั้นให้ความสำคัญกับความลับของภาพภายในบริษัทมากน้อยเพียงใด

อีกตัวอย่างหนึ่ง ผมได้มีโอกาสแวะไปที่ Apple Store หลายสาขาทั้งในอเมริกา, ฮ่องกง และจีน ทุกครั้งก่อนที่ผมจะถ่ายภาพในร้าน ผมจะถามพนักงานในร้านก่อนว่าถ่ายได้หรือไม่ เค้าก็จะตอบเหมือนกันว่า ถ่ายได้ แต่ห้ามถ่ายเจาะจงไปที่พนักงานโดยตรง ห้ามตั้งใจถ่ายภาพพนักงานระหว่างทำงานหรือคุยกับลูกค้า ถ่ายรวม ๆ แล้วติดพนักงานอยู่ในนั้นไม่เป็นไร ผมก็เคารพกฎนี้โดยดี

สุดท้าย คนที่พลาดเองก็คือพ่อของ Brooke เค้าน่าจะรู้ดีกว่าการที่ให้ลูกสาวถ่ายภาพบรรยากาศภายในของสำนักงานใหญ่ของ Apple ถ่ายติดพนักงาน Caffè Macs และยังคุยกันกับเค้าอีกด้วย เป็นประเด็นหลักที่ทำให้เค้าโดน Apple ไล่ออก ประเด็นเรื่องการเปิดเผย iPhone X นั้นคงเป็นเรื่องรอง เพราะว่าได้มีเว็บต่าง ๆ ที่ได้มีโอกาสสัมผัส iPhone X ในวันเปิดตัว ได้ถ่ายวีดีโอลงเว็บกันมากมายแล้ว และมีประเด็นในเว็บบล๊อคต่างประเทศว่ากันว่าใน Notes ที่ Brooke โชว์ให้ดูมีข้อมูลบางอย่างที่สำคัญที่ห้ามเปิดเผย ผมพยายามดูแล้ว ก็พบว่าวีดีโอของ Brooke นั้นไม่ชัดพอที่จะพออ่านออกว่าเป็น Notes เกี่ยวกับอะไร ประกอบกับ Brooke เองก็ฉลาดพอที่ไม่ได้ปล่อยวีดีโอนี้ตั้งแต่วันแรก ๆ ที่ถ่ายวีดีโอนี้ (3 วันหลังจาก Apple เปิดตัว iPhone X) ประเด็นเรื่องตกงานเพราะเปิดเผยเรื่อง iPhone X ก็น่าจะตกไป เป็นเรื่องของการเปิดเผยภาพภายในสำนักงานใหญ่ของ Apple เป็นหลัก

สุดท้าย เรื่องนี้เป็นการสอนให้รู้ว่า ความลับต่าง ๆ ขององค์กร ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ที่ใครก็จะเอามาโพสลงวีดีโอกันได้ การทำการใด ๆ ที่จะเป็นการเปิดเผยข้อมูลความลับของบริษัทหรือองค์กร ควรจะต้องขออนุญาตกับองค์กรหรือบริษัทให้ดี ๆ ตัวอย่างนี้คือตัวอย่างที่ดีนะครับ ฝากไว้…

Link: RedmondPie.com

 

Microsoft Mechanics T-Shirt

นี่คือเสื้อเท่ห์ ๆ ของ Microsoft Mechanics ที่ผมได้มาตอนไปร่วมงาน #MSIgnite 2017 ที่โอแลนโด ฟอริดา สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนกันยายน 2017 ที่ผ่านมา เสื้อนี้ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ เดินไปมาแล้วเค้าแจกนะครับ คือว่าไม่เห็นเค้าแจกด้วยซ้ำ แล้วผมได้มาได้ยังไง?

ที่งาน Microsoft Ignite 2017 มีเวที Microsoft Ignite Studio ที่จะมีการอัดวีดีโอและถ่ายทอดสด รายการ Microsoft Mechanics ที่เป็นวีดีโอพูดคุยและแนะนำเทคโนโลยต่าง ๆ ของ Microsoft (twitter.com/MSFTMechanics) ตอนจบของแต่ละช่วง จะให้คนฟังส่งใบชิงรางวัล Surface Notebook 1 เครื่อง ซึ่งโกลาหลเกิดขึ้นตรงนี้ คนฟังน่าจะเกิน 200 คนในแต่ละช่วง กรูกันเข้าไปที่กล่องส่งใบชิงรางวัล ที่วางเอาไว้ตรงเวที และมีแค่กล่องเดียว ทำให้เกิดการจราจรที่ติดขัด

photo credit: Microsoft Mechanics’s twitter

วันแรกของงาน ผมนั่งฟังอยู่ 2-3 รายการ ตอนเกิดความรำคาญที่เห็นคนรุมกันเข้าไปที่เวทีทุกครั้ง ก็เลยเดินไปคุยกับคนดำเนินรายการ ชื่อ Zachary แล้วบอกเค้าว่า ทำไมไม่เอากล่องชิงรางวัลออกมาวางไว้ด้านข้าง ๆ ที่โล่ง ๆ แทน คนจะได้ไม่แออัดกันเวลาส่งกระดาษชิงรางวัล เค้าก็อือ ๆ Thank you 3 Times. (ฮ่า ๆ ) คุยกันต่ออีกแป๊บนึง ผมก็ขอตัวไปฟังหัวข้ออื่น ๆ เพิ่มเติม

วันต่อมา ผมเดินมาที่ Microsoft Ignite Studio อีกครั้ง เพื่อฟังหัวข้ออื่น ๆ ที่ผมสนใจ ได้เจอกับ Zachary อีกครั้ง นี่คือประโยคสนทนา หลังจากทักทายกันแล้ว

Zach: ยูเห็นมั้ย ฉันเอากล่องชิงรางวัลออกมาตั้งข้างนอกแล้ว แล้วไม่ใช่แค่กล่องเดียวนะ 2 กล่องเลยนะ วางไว้ทั้ง 2 ข้างของเวทีเลย

SK: เอ่อ เจ๋งเป้งเลย Zach ขอบคุณมากที่ยูรับฟังความเห็นจากผม

Zach: เฮ้ SK ยูใส่เสื้อเบอร์อะไรฟะ ไอจะไปเอาเสื้อเท่ห์ ๆ มาให้ยูใส่เล่นสักตัว

SK: ขอเบอร์ L ละกันนะ

Zach: เฮ๊ย อย่าเลย หุ่นดี ๆ อย่างยู เอาเบอร์ M ก็พอแล้ว (แล้วเค้าก็เดินไปหยิบเสื้อจากหลังเวทีมาให้)

SK: โอ๊วววว ขอบคุณหลาย ๆ ครับ แต่ขอ Surface Notebook ด้วยดิ

Zach: มากไปมั้ง SK (ฮ่า ๆ อันนี้ผมเติมเอง)

…. พูดคุยกันอีกนิดหน่อย เค้าก็ขอตัวไปดำเนินรายการต่อ

นี่คือสิ่งดี ๆ ของการเป็นคนปากมาก เห็นอะไรขัดตาแล้วก็พูดและบ่นไปซะ ฝรั่งเค้ารับฟังแล้วเอาไปปรับแก้ด้วย ไม่ใช่แค่ฟังผ่าน ๆ ไป

และไม่ใช่แค่นั้น วันสุดท้ายของงาน Microsoft Ignite 2017 (ผมใส่เสื้อตัวข้างบน) ผมและทีมงาน IT ขององค์กรผมอีก 4 คน ยืนคุยกันอยู่ด้านนอกห้องประชุมที่อยู่ใกล้ ๆ Microsoft Ignite Studio ตามข้างต้น มีคุยเรื่องเสื้อที่ผมใส่อยู่ด้วย เค้าถามว่าผมได้มาได้ยังไง ผมก็อธิบายไป คุยกันอยู่พักใหญ่ อีตา Zachary เดินผ่านมาพอดี ผมก็เลยส่งเสียงทักทายไป เค้าก็เลยเดินมาคุยกับพวกผมทั้งกลุ่ม และแน่นอนก็เลยถามว่าเสื้อยังมีเหลืออีกมั้ย เค้าบอกว่า เฮ๊ยมีสิฟ่ะ เดี๋ยวไปเอามาให้นะ สรุปว่า วันนั้นอีก 4 คนได้เสื้อ Microsoft Mechanics กันครบทุกคนแบบง่าย ๆ เพราะจากการปากมากของผมตามข้างต้น

Thank you 3 times…. ^___^

 

 

 

“Hug Me”

photo credit: Hug Me T-Shirt

วัฒนธรรมการกอดเวลาพบเจอหรือลาจากของเพื่อนหรือคนรู้จัก เป็นวัฒนธรรมของทางตะวันตก คนในเอเชียอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยมากนัก โดยเฉพาะกับผู้หญิง เพราะก็มีบ้างที่คุณ ๆ ผู้ชายบางคนอาจจะตั้งใจกอดแบบหวังผล หรือถือว่าเป็นการได้กอดผู้หญิง มีเรื่องของการเอาเปรียบทางเพศแอบแฝงอยู่ในจิตใจลึก ๆ จึงทำให้ผู้หญิงเอเชียหลาย ๆ คนขยาดที่จะกอดแบบฉันท์มิตรกับผู้ชาย

ผมได้เห็นด้วยตาตัวเองล่าสุดเมื่อครั้งที่ไปร่วมงานแม่โขงไอซีทีแคมป์ ที่เสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา ระหว่าง 1-10 กันยายน 2560 (www.mekongict.org) วันสุดท้ายก่อนแยกย้ายกันกลับที่หน้าโรงแรม มีหนุ่มเวียตนามคนนึง พุ่งตรงไปทำท่าจะกอดเพื่อลากับสาวชาวกัมพูชาคนนึง สาวคนนั้นถึงกลับถอยหลังกลับในทันที ทำเอาหนุ่มคนนั้นเหวอไปเหมือนกัน ไม่ได้แม้แค่จะจับมือกับสาวคนนั้น ^__^ ถ้าเป็นผมก็คงจะเหวอเหมือนกัน

แต่ในทางกลับกัน ผมไม่ได้บอกว่าผมเป็นคนดีกว่าคนอื่นหรืออย่างไร แต่เพื่อน ๆ ที่เป็นผู้หญิงคนเอเชียที่รู้จักผม เค้าไม่ตะขิดตะขวงใจเลยที่จะโอบกอดกับผมเมื่อพบกันหรือลาจาก อาจจะเป็นเพราะว่าผมแสดงกริยาชัดเจนกับทุกคนว่า ผมไม่ได้ต้องการล่วงละเมิดหรือมีความคิดอื่นใดแอบแฝงกับพวกเธอ เป็นการโอบกอดกันแบบมิตรภาพจริง ๆ ….. ดังนั้น เพื่อน ๆ ครับ ถ้าเจอผมก็ไม่ต้องกลัวนะครับ กอดได้ครับ…… ^__^

#Hugs #HugMe #MKICT

Apologize…

วันพฤหัส ทุก ๆ 2 อาทิตย์ ผมจะมีประชุมกับเจ้านายผมที่อยู่ในอเมริกา ช่วงเวลาสาย ๆ ซึ่งก็จะเกือบ 5 ทุ่มทางโน้นแล้ว แล้วเมื่อวาน คิดว่าเจ้านายผมลืม หรือง่วงจนหลับไปก่อน เลยไม่ได้ประชุมกันเหมือนปกติ
.
แล้วตอนเย็น ๆ เมื่อวาน (วันพฤหัส) ซึ่งก็คือเวลาเช้าแล้วของทางอเมริกา เค้าส่งเมล์มา Apologize ที่เค้าลืมไม่ได้ประชุมกับผม…… *ประเด็นผมก็คือ ถ้าเป็นเจ้านายแบบไทย ๆ ก็คง อ๋อ ลืมประชุมกับลูกน้องนิดหน่อย เราเป็นเจ้านายไม่เป็นอะไรหรอก
.
ผมเคยบอกเสมอ ๆ ว่า การขอโทษ ไม่เห็นจะเสียหน้าเลย ไม่ว่าเราจะเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่กว่าคนที่เราขอโทษด้วย ดูแมนมาก ๆ เสียด้วยซ้ำ ลอง ๆ ทำกันดูนะครับ พูดขอโทษ ไม่ว่าคุณกับลูกน้อง กับเจ้านาย หรือกับเพื่อนร่วมงาน สร้างความเป็นมืออาชีพ (Professional) ให้กับตัวคุณเอง

via: FB Post

ThaiTwo not ThaiOne (Taiwan)

This is unbelievable, in 2017. Some people still think and confused between THAILAND and TAIWAN. This is even that I said it clearly in my request to them; which said that we are in THAILAND.  These people may still think that THAILAND is still ridding horses/elephant for transportation and have no Internet.

*this is a response from Microsoft’s partner in UK, after I send a request for a quote of Surface Hub to their channel in Singapore.

#WhatABummer yeah dude, We’re ThaiTWO not ThaiOne

ไม่น่าเชื่อว่าในปี 2560 ยังมีคนสับสนระหว่าง TAIWAN กับ THAILAND อยู่อีก แม้ว่าผมเขียนเอาไว้ชัดเจนแล้วว่าติดต่อจาก THAILAND คนพวกนี้อาจจะยังคิดว่าพวกเรายังขี่ช้าง ขี่ม้าไปทำงานอยู่ก็ได้ คงไม่มี Internet ใช้หรอกมั้ง

*นี่คือกรณีของคำตอบที่มาจากตัวแทนจำหน่ายสินค้าของ Microsoft ที่อยู่ในอังกฤษ หลังจากที่ผมส่งคำขอใบเสนอราคา Surface Hub ไปที่สาขาของเค้าใน Singapore

#บัดซบสิ้นดี

via: FB Post

3 minutes presentation

TGIFT (Thanks God It’s Friday, Tomorrow) คือชื่อของการประชุมประจำเดือนของที่ออฟฟิศ ที่จะมีช่วง One-Slide, One-Unit ที่เปิดโอกาสให้แต่ละแผนก update งานให้ทุกคนได้ฟัง แต่จะต้องมีแค่ Slide เดียว และจำกัดเวลาแค่ 3 นาที
.
ผมในฐานะของแผนก IT ก็ขอเล่นเด้วย แต่ผมจะไม่มี Slide นะครับ =^–^=
.
TGIFT (Thanks God It’s Friday, Tomorrow) is what we named our monthly meeting. There is a section called “One-Slide, One-Unit. That’s let each department present their update to the rest of the company. With a limited of 1 slide and must be 3 minutes only.
.
As part of IT Team, I will do it too ,but no Slide. =^–^=

via: FB Post

Be Different

What ever you do, in any careers. You should be different, and outstanding. Otherwise, you will be just like them and never be at the top. You don’t want to be those “brown straw”, don’t you? #Professional #Careers

ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร คุณก็ควรที่จะแตกต่างและโดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ ไม่เช่นนั้นคุณก็จะหาความก้าวหน้าไม่ได้ คุณคงไม่อยากเป็นพวกหลอดสีน้ำตาลเนอะ

-iamSK

My professional profile: www.linkedin.com/in/iamsk

via: FB Post

Translation….

ควันหลง เล่าเรื่อง #ขำๆ เมื่อวานไปงาน #TechSoup มา ในงานจะมีน้องช่วยแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย หรือไทยเป็นอังกฤษ ซึ่งนี่คือสิ่งที่ผมทำไม่ได้ เพราะแม้ว่าจะเข้าใจภาษาอังกฤษ แต่จะให้แปลสด ๆ นั้นยากมาก เคยทำครั้งนึงตอนจัดงาน #BarcampBKK ยากสุด ๆ ต้องฟังฝรั่งพูด และแปลทันที มันเรียบเรียงคำได้ยากมาก

มาถึงประเด็นขำ ช่วงที่ลุงแต๊ก Klaikong Vaidhyakarn เป็นคนบรรยาย ลุงแต๊กจะพูดเป็นภาษาไทย แล้วให้น้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ มีบางครั้งที่ทั้งสองคนสลับกันเสียเอง ลุงแต๊กดันจะพูดภาษาอังกฤษทันที และมีอีกหัวข้อที่ฝรั่งพูด น้องที่เป็นแปลก็หลุดออกมาเป็นภาษาอังกฤษบ้าง โดยไม่ได้พูดไทยเลย นี่คงเป็นกับคนที่ฟังแล้วเข้าใจเลย บางครั้งก็ยังคิดเป็นภาษาอังกฤษอยู่ ทำให้อาจจะพูดภาษาอังกฤษต่อเลยแบบลืมตัว

ปล. ลุงแต๊ก ได้แอบขายของ #MKICT #MekongICTCamp ด้วย ^__^

Via: FB Post

Running Late…

#โหมดปิดเทอม #ตื่นสายนิดหน่อย

เช้านี้มาถึงที่ตึกที่ทำงาน 8:40 เข้าไปแล้ว เดินสวนกับพี่แม่บ้านในตึกคนนึง ที่เคยคุยกันบ้าง พี่เค้าทักทาย

พี่แม่บ้าน: หัวแต่มาติจ้า…
ผม: แม่นครับ

พี่เค้าคงงง ไอ้บ้านี่มาสายแล้วยังเดินสบาย ๆ ไม่รีบเหรอ คืออย่างนี้ครับ ที่ทำงานผมไม่มีการตอกบัตร ซึ่งผมก็คิดว่าไม่จำเป็น การทำงานควรมีความรับผิดชอบได้เอง รู้ว่าจะต้องทำอะไร ไม่ต้องเอาเรื่องการตอกบัตรมาเป็นประเด็นบังคับ วันไหนมีประชุมเช้า ผมก็มาเช้ามาก ๆ ผมทำงานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวันมานานแล้ว ประชุมเย็นและดึกก็บ่อย

*ช่วงเปิดเทอม ผมจะถึงออฟฟิศก่อน 8 โมงทุกวัน
**ผมไมเ่คยรีบกับการตอกบัตร แม้ว่าที่ทำงานเก่า สมัยทำงานใหม่ ๆ ผมตอกตัวแดงเยอะมาก ไม่เคยสนใจ เพราะว่าเค้ารู้ว่าเราทำงานหนักแค่ไหน ไม่เคยโดนหักเงินเดือนนะครับ
*** จำได้ว่าน้องที่ทำงานเก่า ใกล้ ๆ 8:30 เค้าจะวิ่งทุกวันเพื่อให้ตอกบัตรให้ทัน ผมปล่อยให้เค้าวิ่งแซงไปที่เครื่องตอกบัตรเลย ผมเดินชิว ๆ แล้วค่อย ๆ ตอกบัตรลงไป อ้าวแดงอีกแล้ว เจ๋งดี 555

 

via: FB Post

Trump’s no carry-on Laptop Policy; Great Opportunity for Microsoft.

เนื่องจากนโยบายใหม่ของ Donald Trump ที่ประกาศห้ามการนำเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา (Laptop) และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่มีขนาดใหญ่กว่ามือถือขึ้นบนเครื่องบิน ถ้าเป็นเที่ยวบินเข้าสู่อเมริกาจากประเทศในตะวันออกกลางหลายประเทศ (ดูรายการข้างล่าง)

With Trump’s new policy, no carry-on Laptop (and devices that larger than Phone) when fly to the US from selected Airports (mostly from Middle East, see a list below). Microsoft should see this as an opportunity. Make a “Windows to Go” (WTG) as a ready to use Windows 10 in a Flash Drive. Just buy it at Airport Kiosk, open and plug to any computer at the Airport. With a few steps of configuration, user will get a complete set of Windows to use. In the WTG package, it may pack with a current version of Microsoft Office that user can activate with their subscriptions, and/or option to activate as new customer. This way user no need to carry any laptop around, get healthier for no need to carry heavy laptop. This WTG can be re-use and work everywhere.

ทำให้ผมคิดว่า Microsoft น่าจะถือเอาเรื่องนี้เป็นโอกาสอันดีทีจะทำเงินมากขึ้น ด้วยการเตรียม “Windows To Go” (WTG) ที่เป็น Windows แบบพร้อมใช้ในแฟลชไดรฟ์ (Flash Drive) นักเดินทางจากหรือในประเทศที่อยู่ในรายการที่โดนห้าม เพียงแค่ซื้อแฟลชไดรฟ์อันนี้ที่เคาน์เตอร์ขายสินค้าในสนามบิน แกะกล่องออกมา เสียบกับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดก็ได้ ตั้งค่าเล็กน้อยก็สามารถที่จะมี Windows 10 สำหรับพร้อมใช้งานในทันที และในแฟลชไดร์ฟ อาจจะติดตั้ง Microsoft Office รุ่นล่าสุดมาให้พร้อมกันเลย แล้วให้ผู้ใช้ลงทะเบียนใช้งานจากสมาชิกที่มีอยู่แล้ว (Subscriptions) หรือว่าซื้อและจ่ายเงินเพื่อเป็นสมาชิกได้ในทันที เพียงแค่นี้ก็ตัดปัญหาการที่จะต้องเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นเครื่องบินไม่ได้อีกต่อไป (และแถมยังสุขภาพดีไม่ต้องแบกคอมพิวเตอร์ให้หนักอีกด้วย) และเจ้า WTG ก็สามารถใช้งานซ้ำได้ ซื้อครั้งเดียวใช้ได้ตลอด ๆ

 

 

To make it even more success, Microsoft might make a deal with Airports to Install Computer CPU with Internet ready, no hard drive in it. This is mean no Windows, no OS. Simply have the computer ready for “WTG” customer to use. This will be a “Happy Ending”. Make more money.

*If you don’t know what is Windows To Go? Please talk to IT guy near you.

และเพื่อเพิ่มโอกาสมากขึ้น Microsoft น่าจะไปติดต่อกับสนามบินต่าง ๆ เพื่อขอติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีแค่ ซีพียู (CPU), คีย์บอรด์, เมาส์ และจอภาพ พร้อมกับมีอินเตอร์เน็ต (Internet) ที่พร้อมใช้งาน แต่ไม่มีฮาร์ดไดร์ฟ (Hard drive) ที่บรรจุ Windows หรือ OS ใด ๆ เพียงแค่มีคอมพิวเตอร์ที่พร้อมใช้สำหรับลูกค้าที่ซื้อ WTG ไปแล้วเท่านั้นเอง เพียงแค่นี้ก็ จบบริบรูณ์ รับทรัพย์กันไป

*ถ้าคุณยังไม่รู้หรือเข้าใจว่า Windows To Go คืออะไร ลองปรึกษาทีมงาน IT ใกล้ตัวดูนะครับ

 

List of ban Airport.
  1. Queen Alia International Airport (AMM), Amman Jordan
  2. Cairo International Airport (CAI), Cairo, Egypt
  3. Ataturk International Airport (IST), Istanbul, Turkey
  4. King Abdul-Aziz International Airport (JED), Jeddah, Saudi Arabia
  5. King Khalid International Airport (RUH), Riyadh, Saudi Arabia
  6. Kuwait International Airport (KWI), Kuwait City, Kuwait
  7. Mohammed V Airport (CMN), Casablanca, Morocco
  8. Hamad International Airport (DOH), Doha, Qatar
  9. Dubai International Airport (DXB), Dubai, UAE
  10. Abu Dhabi International Airport (AUH), Abu Dhabi, UAE

 

 

อ่านต่อ » Trump’s no carry-on Laptop Policy; Great Opportunity for Microsoft.

no Privacy with Google

วันนี้ (5 ก.พ. 2017) ผมได้เดินทางมากรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียอีกครั้ง หลังจากที่เคยมาครั้งล่าสุดเมื่อปี 2008 ซึ่งอะไร ๆ ก็คงเปลี่ยนไปมากมาย ยกเว้นการจราจรทียังติดขัดเหมือนเดิม 🙂

I came back to Jakarta Indonesia today (Feb 5th, 2017). After last visit in 2008. Lots of changed, but traffics still the same. 🙂

ครั้งนี้ที่ออฟฟิศจองโรงแรม Mandarin Oriental เอาไว้ให้ พร้อมกับให้ทางโรมแรมเตรียมรถมารับที่สนามบินด้วย พอถึงสนามบินจาการ์ตา ผมผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมือง รับกระเป๋า ผ่านด่านศุลกากร เดินออกมาแลกสตางค์นิดหน่อย แค่พอติดกระเป๋า (ที่เหลือจะไปแลกในเมือง) เดินออกมาเพื่อจะหาคนจากโรงแรมที่จะมารับ เดินออกมาได้ 3-5 ก้าว ผมกำลังมองหาคนของทางโรงแรม จู่ ๆ คนของทางโรงแรมก็เดินเข้ามาพร้อมป้ายของโรงแรม และทักทาย

The office book me at Mandarin Oriental Hotel, with airport pick-up. Landed at Jakarta International Airport. Went through Immigration process, got the luggage, customs check. Exchange a small amount of money and then looks for hotel staff. Just a little of 3-5 steps walk.  The hotel staff immediately walks to me and greet:

เค้า/him: Welcome to Indonesia, Mr. Somphop
ผม/me: (งงเล็กน้อย/confused) Oh… Thank you. How do you know me?
เค้า/him: I have your photo.
ผม/me: How?
เค้า/him: I Googling you, search your last name and your photo pop-up.
ผม/me: Oh….. that…. is good, very smart……

การพูดคุยกันจบแค่นั้น เพราะผมและเค้าเดินมาถึงรถ Silver Bird* (ชื่อของรถแท๊กซี่อินโดนีเซีย) ที่เป็นรถเมอร์ซิเดซเบนส์สีดำ ผมก็ขึ้นรถและเดินทางต่อไปโรงแรม ก่อนจากผมก็ขอบคุณเค้าอีกครั้งที่ไปรอรับผมที่หน้าทางออก

That’s all for the conversation with this guy as we reached to the taxi. Thanks him again. Got into “Silver Bird” taxi (it’s actually Black Mercedes) and head to the hotel.

สักพักนั่งรถมาถึงโรงแรม โชคดีที่รถไม่ติดมากใช้เวลาประมาณ 30 นาที ที่หน้าโรงแรม มีเจ้าหน้าที่โรงแรมผู้หญิงยืนรอรับอยู่แล้ว และแน่นอนเค้าทักทายผมทันทีที่เปิดประตูลงมา Welcome to Mandarin Oriental Mr.Somphop เอ่อ… ผมไม่ต้องถามแล้วว่าทำไมถึงได้รู้ว่าเป็นผม เค้าคงทำงานกันเป็นทีม ^__^ ขอบคุณและทักทายกันไป

Today is Sunday, traffic was not bad. Only 3o minutes from Airport to Hotel. The hotel receptionist is ready to greet me on the side way. As I step out of the taxi. She greet me “Welcome to Mandarin Oriental Mr.Somphop”. I don’t need to ask how she’s know me. Yeah, they work as a team.  I thanks her and proceed to the hotel entrance.

เดินเข้าไปในในโรงแรม เธอบอกว่า ไม่ต้องเช็คอินที่เคาน์เตอร์ ไปที่ห้องได้เลย เธอได้เตรียมทุกอย่างพร้อมไว้หมดแล้ว เธอพาเดินตรงไปที่ลิฟต์และขึ้นสู่ชั้น 11 พร้อม ๆ กับผู้ชายอีกคนที่นำกระเป๋าเดินทางขึ้นมาให้ เมื่อถึงห้อง เธอเปิดประตูห้องให้และเชิญให้นั่งที่เก้าอี้ เพื่อเซนต์ชื่อในเอกสารที่เธอเตรียมมา พร้อม ๆ กับอธิบายนู่นนี่นั่นตามปกติของการเข้าพักห้องพักในโรงแรม เด็กยกกระเป๋าเทน้ำผลไม้ที่เป็น Welcome Drink ให้ในแก้ว จนเสร็จสิ้นการเช็คอิน เธอกับเด็กยกกระเป๋าก็ขอตัวออกจากห้องไป

While we’re get into the hotel. She said “let’s go to your floor, and check-in in your room. I’ve everything ready for you Sir”. The bell boy carry my suitcase along with us. We reached 11th floor, she open room’s door.  Invite me to sit and have me signed check-in form. The bell boy preparing a welcome drink. She provide me all necessaries information, both are leave the room.

ผมเอาเสื้อผ้าออกจากกระเป๋า รายงานตัวกับเจ้านายที่บ้าน ล้างหน้าล้างตาเล็กน้อย หิวมาก ๆ เพราะเป็นเวลาบ่าย 2 โมงกว่า ๆ แล้ว ก็เลยลงลิฟต์ไปเพื่อจะไปห้างสรรพสินค้าที่อยู่ฝั่งตรงข้าม (ฝั่งตรงข้าม แต่สะพานลอยอยู่ไกลมาก ๆ) พอเดินออกจากลิฟต์ กำลังเดินไปที่เคาน์เตอร์เพื่ออยากจะขอให้ช่วยเรียก Taxi ให้  พนักงานสาวที่เคาน์เตอร์ทักมาก่อนเลย Good Afternoon Mr.Somphop (เอ่อ ทำงานเป็นทีมจริง ๆ ด้วย) How can I help you? เอ่อ… ทุกคนในโรงแรมคงจะรู้จักผมทุกคน 🙂

ผมบอกความจำนงไป เธอก็พาเดินออกไปที่หน้าโรงแรม จัดแจงให้พนักงานเรียกรถ Silver Bird ให้ แต่รอบนี้เป็นรถตู้ 7 ที่นั่ง และแจ้งอีกว่า ในวันเสาร์อาทิตย์ โรงแรมมีบริการพิเศษ ไม่ต้องจ่ายค่า Taxi รวมถึงขากลับด้วย (ต้องกลับมาถึงก่อน 3 ทุ่ม) เพียงนั่งรถกลับมา แล้วแจ้งเลขที่ห้องพัก ทางโรงแรมจะจัดการจ่ายค่ารถให้เอง เจ๋งเป้ง

Its time to unpack, clean up myself, call the Boss at home :-). Its 2:30 pm, so hungry. Get down to the lobby, walk to the reception counter. The lady immediately greet me “Good Afternoon Mr.Somphop, how can I help you?”. Really? You guy are really work as a team. May be everyone at the hotel know me now. 🙂

I told her “I’d like to go the mall just opposite the hotel”. Opposite, yes but can’t walk. Crossover bridges are very far from the hotel. She helps me to get a Taxi (Silver Bird again, but this time is a mini van). She continued, we’ve a complementary taxi services for you. Free ride to anywhere in Jakarta on the weekend. You can just ride, we will covered it for you. Including the one you took back (must be before 9 pm), when arrived just tell your room number to the bell boy. They will sort it out for you. Wow. What a wonderful services.

บริการอื่น/Other Service:

  • ผมสามารถเลือกได้ว่า จะกินอาหารเช้าที่ห้องอาหารชั้น G, ห้องอาหารชั้น 21 สำหรับ Executive Floor หรือจะสั่งมากินที่ห้องก็ยังได้ (ราคาห้องพักรวมอาหารเช้าแล้ว). Breakfast will be serve on the G floor, On the Executive Floor (21st), or I can just have it in the room. Just let them know.

 

ประเด็นของเรื่องเล่ายืดยาววันนี้ คือประโยชน์และความน่ากลัวของ Google จริง ๆ ผมลองไป Search นามสกุลผมดูบ้าง เจอข้อมูลเกี่ยวกับตัวผมเยอะพอสมควร มีลิงค์ไปที LinkedIn ด้วย และยังมีระบบที่คล้าย ๆ กับ LinkedIn ที่ผมไม่เคยรู้จักโผล่มาด้วย พร้อมกับประวัติการทำงานผมทั้งหมด (ที่เกือบจะ update) และยังไปเจอชื่อผมจาก blog ที่เพื่อนชาวกัมพูชาเขียนเอาไว้เมื่อหลาย ๆ ปี (2008) ก่อนโผล่มาด้วย และอีกมาก

Google มันช่างมีประโยชน์และน่ากลัวมาก ความเป็นส่วนตัว (Privacy) ของตัวเราอยู่ที่ตรงไหน ความลับไม่มีในโลกจริง ๆ

The conclusion is that now we can’t have any privacy on the Internet. Anyone will able to find you on Google. Search my last name on Google, found lots of information. There is a link to my LinkedIn account, link to website that similar to LinkedIn which I don’t even know it. Link to my Cambodian friend blog post from 2008, which mentioned my name. And much more.

Google is very useful and scary at the same time. There is no Privacy, everyone is watching you.

 

*รถ Taxi ของที่อินโดนีเซียมีชื่อเรียกตามเกรดหรือระดับของความหรูหรา ตั้งแต่ Blue Bird, Silver Bird (Executive), Golden Bird (Limousine) ซึ่งจะพบเห็นได้มากที่สุด และยังมีบริการ Taxi ของบริษัทอื่น ๆ อีก รวมไปถึง Grab และ Uber ด้วย

 

3 Years Anniversary

วันนี้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว หรือเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2556 (2013) เป็นวันแรกที่ผมได้เริ่มมาทำงานกับที่ทำงานปัจจุบัน (ขอไม่เอ่ยชื่อองค์กร เนื่องจากจรรยาบรรณและระเบียบภายใน) เวลา 3 ปีผ่านไปเร็วราวกับโกหก ทำงานที่นี่ได้พบกับคนเก่ง ๆ มากมายที่อยู่ในอเมริกาและอีกหลายประเทศ ได้เดินทางต่างประเทศมากมาย ได้ไปอัฟกานิสถานด้วย รวมทั้งได้มีทีมงานในเอเชียแปซิฟิคอีก 10 กว่าคน หนุกหนานมาก ๆ

Today’s 3 years ago, December 15, 2013. Its was the new day, new job at new organization. Time fly at lightning speed, it’s 3 years. With this job, I get to know experts from US’s HQ and around the world. Visiting new counties, including Afghanistan. Furthermore, I’ve a great IT team in Asia Pacific region. Lots of joy.

 

 

แล้วก็สุขใจยิ่งขึ้น เมื่อเจ้านายใหญ่สุดในทีมที่อยู่อเมริกาส่งข้อความมายินดีที่ทำงานครบ 3 ปีผ่านทาง LinkedIn ตามในภาพ ซึ่งเค้าเป็นคนแรกที่ติดต่อผมเข้ามาเพื่อให้ผมสมัครงานกับที่ผมทำอยู่ในตอนนี้ ทำให้ผมได้เข้ามาสัมภาษณ์และทำงานกับองค์กรนี้ในที่สุด ขอบคุณหลาย ๆ ครับ

I was even more joy, when US’s BIG boss (head of the team) send me a message via LinkedIn, for my 3 years anniversary. He is the first person that contacted me, get me to apply to my position at this organization, interviewed me and here I am now. Thank you very much Boss.

 

The more challenges will come. ^__^

.

3 years ago today!

lastdayatpath-2013

 

3 years ago today, Dec 6, 2103. It was my last day at PATH International (Thailand). Its also the same day that I got a called from FHI360’s HR. That was great, a call that offered me a new job.

I was told her (the HR) that I would like to start in Jan 2014. Coz I fell like it’s not much for me to do before New Year (and need some break). She pause and said No. Please start Dec 16, 2013. Oh OK krub.  So I’ve only one week off, before start new job at FHI360. ^__^

Link: Last day at PATH International – Dec 6, 2013

 

นิโคล เทริโอ และเนปาล

nicole

ทุก ๆ ครั้งที่ iPhone สุ่มเพลงของ นิโคล เทริโอ ชุดแรกขึ้นมาให้ฟัง จะทำให้นึกถึงตอนที่ไปเมือง Kathmandu , Nepal เป็นครั้งแรก เมื่อเดือน พฤศจิกายน 2542 (1999)

ช่วงนั้นอากาศหนาวพอสมควร ชอบมาก ๆ หมอกเต็มเมือง ตอนเช้าใส่เสื้อยืดแขนสั้นเดินจากโรงแรมไปออฟฟิศ ระยะการมองเห็นไม่ถึง 10 เมตร อากาศเย็นฟังเพลงเศร้า ๆ ของนิโคล ได้บรรยากาศดีมาก ๆ

อยากไป Nepal อีกครั้ง (ถ้าจำไม่ผิดได้ไป Nepal 4 ครั้ง ระหว่าง 8 ปีที่ทำงานที่ EngenderHealth)

 

not study but still pass

study-pass

 

Hahaha this is me when i was on Master Degree in Information System years ago. Not really go study that much, may be only half semester (each). Need to travel due to the work. And spend most of the time sleep in the class. The result is all B+ and only one A. ^___^

ผมก็เป็นแบบในรูปนี้เลย สมัยเรียนปริญญาโท เมื่อหลายปีก่อน เพราะว่างานประจำ จะต้องเดินทางต่างประเทศตลอด ๆ ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาไปเรียน คร่าว ๆ แต่ละเทอมได้ไปเรียนสักครึ่งนึงเองมั้ง เวลาอยู่ในห้องเรียนก็หลับเกือบจะตลอด ฮ่า เพื่อน ๆ ในห้องคงจะจำได้ แต่เกรดออกมา A หนึ่งตัว ที่เหลือ B+ นะครับ