จริงหรือ: ชาร์จมือถือไม่ระวังเสี่ยงโดนมัลแวร์ได้

 

เช้าวันนี้ 24 มิถุนายน 2559 อ่านหนังสือพิมพ์ M2F ฉบับประจำวัน ในคอลัมภ์ TGIF มีหัวข้อ “ชาร์จมือถือไม่ระวังเสี่ยงโดนมัลแวร์ได้” ผมก็เลยอยากจะเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาทันที เพราะว่ามันอาจจะจริง แต่ว่าจริงแค่ครึ่งเดียวนะครับ ยังไงอ่านต่อไปนะครับ

ต้องเล่าก่อนว่า พวกเราทุกวันนี้ใช้ Smartphone ที่ใช้ระบบปฎิบัติการหลัก ๆ อยู่ 2 ตัวคือ Android หรือ iOS ซึ่งเมื่อใช้งานเยอะ ๆ ทั้งวัน ก็จะประสบปัญหาว่าแบตเตอรี่อาจจะหมดในระหว่างวัน ถ้ามีแบตเตอรี่พกพาสำหรับเติมพลังให้ Smartphone ของคุณก็ว่ากันไป แต่หลาย ๆ คนอาจจะไม่มี แล้วบังเอิญว่าแถว ๆ ที่คุณกำลังอยู่นั้นมีช่องเสียบสาย USB เพื่อให้ชาร์ตแบตเตอรี่ได้ฟรี  ว๊าววววดีจัง รีบเสียบสายชาร์ตเลยสิรออะไรอยู่ ฟรีด้วย

ตรงนี้แหล่ะครับคือที่มาของเรื่องนี้ เพราะว่าคุณอาจจะไม่รู้ว่าปลายสายอีกด้านหนึ่งของช่องเสียบ USB ที่คุณเห็นนั้นแท้ที่จริงแล้วมันคืออะไร ถ้ามันคือปลั๊กไฟธรรมดาก็ไม่มีปัญหาอะไร ชาร์จไปเลยฟรี ๆ แต่ถ้าจริง ๆ แล้วปลายสายอีกด้านหนึ่งคือเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่เค้าเตรียมเอาไว้หลอกเพื่อดึงข้อมูลของ Smartphone ของคุณหล่ะ นั่นคือหายนะอย่างแรง

แต่อย่างที่ผมบอกไปตั้งแต่ต้นไปแล้ว คำว่า “ชาร์จมือถือไม่ระวังเสี่ยงโดนมัลแวร์ได้” นั้นจริงเพียงครึ่งเดียว เพราะว่าถ้าระบบปฎิบัติการของ Smartphone ของคุณปลอดภัย คุณก็ไม่ต้องกังวลอะไร ยกตัวอย่างเช่น iPhone (หรือ iPad) ที่ใช้ระบบปฎิบัติการ iOS ถ้าคุณเสียบสาย USB เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ แล้วปลายสายอีกด้านเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งแน่นอนเครื่องคอมพิวเตอร์ก็จะพยายามเข้าถึงตัวเครื่อง iPhone ของคุณ แต่ด้วยความที่ iOS นั้นออกมาแบบมาให้มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีพอสมควร พอเราเสียบสายชาร์จเข้ากับ iPhone แล้ว บนหน้าจอของ iPhone ก็จะมีข้อความเตือนขึ้นมาตามรูปข้างล่างนี้

 

 

ซึ่งถ้าเราเห็นข้อความนี้แสดงขึ้นมาบนหน้าจอ ทำให้เรารู้ได้ทันทีเลยว่าปลายสายอีกด้านของ USB ที่เราเสียบนั้นคือเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างแน่นอน ซึ่งอาจจะเป็นความตั้งใจของคนที่ดูเหมือนจะใจดี ให้ชาร์จมือถือได้ฟรี แต่ลึก ๆ แล้วหวังมากกว่านั้น

หน้าจอนี้กำลังบอกว่า เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนี้กำลังขอให้เราอนุญาติเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ใน iPhone ของเรา ซึ่งถ้าเราอนุญาต ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นเข้าถึงข้อมูลใน iPhone ของเราได้ทั้งหมด รวมถึงสามารถ Sync และ Backup Data ทั้งหมดของเครื่อง iPhone เราไว้สำหรับการเจาะข้อมูลภายหลังย และที่น่ากลัวก็คือเค้าจะสามารถเข้าถึงรูปภาพต่าง ๆ ที่เราเก็บเอาไว้ได้ในตอนนั้นเลย สิ่งที่เค้าจะทำก็คือดูดเอาภาพทั้งหมดไปเก็บเอาไว้ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเรามีรูปที่เราไม่ต้องการให้คนอื่น ๆ เห็น ก็จะเป็นภาพหลุดกันตอนนี้แหล่ะครับ

เพื่อความปลอดภัย ถ้าเห็นข้อความเตือนบนหน้าจอแบบนี้ ถ้าไม่จำเป็นที่จะต้องชาร์จแบตเตอรี่จริง ๆ ผมแนะนำว่าให้ถอดสายออกทันที แต่ถ้าจำเป็นที่จะต้องชาร์จแบตเตอรี่จริง ๆ ก็ให้กด “Don’t Trust” ไปเลย เครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทางจะไม่ได้รับอนุญาติให้เข้าถึงข้อมูลที่อยู่ใน iPhone เค้าก็จะไม่สามารถทำอะไรกับ iPhone ของคุณได้เลย เมื่อได้พลังงานแบตเตอรี่ที่พอจะไปต่อได้แล้วก็ถอดสายออกไปซะ

 

แล้วถ้าเปลี่ยนมาเป็น Smartphone ที่ใช้ระบบปฎิบัติการ Android พอคุณเสียบสาย USB แบบเดียวกันเลย บนหน้าจอของมือถือของคุณจะไม่แสดงข้อความเตือนอะไรเลย พร้อม ๆ กับเปิดบ้านรอให้เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ เกือบจะในทันที ซึ่งระดับการเข้าถึงข้อมูล ก็แล้วแต่ว่าเครื่องของคุณใช้ Android เวอร์ชันไหน แต่โดยมากก็จะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เกือบทั้งหมด รวมถึงรูปภาพและวีดีโอที่อยู่ในเครื่อง ผู้หวังดีที่เตรียมช่อง USB เอาไว้ให้เราชาร์จแบตเตอรี่ ก็เริ่มต้นดูดภาพต่าง ๆ ของคุณเอาไปไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเค้า ถ้ามีภาพเด็ด ๆ รับรองว่าไม่นานคุณได้เป็นดาราบนโลกโซเชียลอย่างรวดเร็ว

แล้ว “มัลแวร์” ตามหัวข้อก็อาจจะเป็นของแถมให้ด้วย เพราะ Android นั้นถ้าเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์แล้ว ก็จะสามารถติดตั้ง App หรือมัลแวร์เข้าไปในตัวเครื่องได้ไม่ยากนัก ค้นหาวิธีการต่าง ๆ บน Google ศึกษานิดหน่อยก็จะสามารถเจาะระบบ Android ได้ไม่ยาก บางคนอาจจะเขียนโปรแกรมดักข้อมูลเอาไว้รอและดูดข้อมูลแบบอัตโนมัติ โดยให้ดูดข้อมูลทันทีที่ตรวจเจอ Android ที่ต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ขอเค้า  ดังนั้น ถ้าคุณใช้มือถือที่ใช้ระบบปฎิบัติการ Android ผมไม่แนะนำให้ไปเสียบชาร์จไฟจากช่อง USB ที่คุณไม่รู้เลยว่าปลายทางเป็นอะไร รวมถึงการขอไปเสียบกับเครื่องคอมพิวเตอร์คนอื่นเพื่อชาร์จไฟก็ไม่สมควรเช่นกัน

ที่ผมเขียนบทความนี้ก็เพียงแค่จะบอกว่าให้คุณ ๆ ตระหนักถึงความปลอดภัยของข้อมูลที่อยู่ในมือถือของคุณ สุดท้ายจริง ๆ ก็อาจจะไม่มีระบบปฎิบัติการใดปลอดภัยสมบรูณ์แบบ ตัวคุณเองต่างหากที่ควรจะระวังและคิดอีกทีก่อนที่จะเป็นการเปิดโอกาสให้โดนขโมยข้อมูลได้ง่าย ๆ ฝากไว้ครับ

Link: About the “Trust this Computer”

 

ไปดูมาแล้ว Steve Jobs

ภาพจาก Internet

หนังเรื่อง Steve Jobs เพิ่งจะเข้าฉายบ้านเราเมื่อไม่กี่วัน สร้างจากหนังสือชีวิตประวัติของ Steven Paul Jobs หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Apple กับ Stephen Gary Wozniak เมื่อปี 1976 หนังสือนี้เขียนโดย Walter Isaacson ผมเองก็ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ไปแล้ว 2 รอบ (ฉบับภาษาอังกฤษ) แม้ว่าหนังสือนี้จะหนาเกือบ 700 หน้า แต่ก็อ่านได้สนุกมาก ๆ แนะนำให้หาอ่านกันครับ หนังสือเล่มนี้มีฉบับแปลเป็นไทยด้วย แต่ถ้าอ่านภาษาอังกฤษได้ ผมขอแนะนำอ่านฉบับภาษาอังกฤษดีกว่า

กลับมาที่เรื่องหนัง Steve Jobs หนังเรื่องนี้สร้างจากหนังสือชีวิตประวัติของ Steve Jobs ก็จริง แต่ด้วยเรื่องของเวลาจำกัด หนังเรื่องนี้เสนอเรื่องราวของ Steve Jobs ได้สัก 30% เองมั้ง เพราะว่าชีวิตคน 1 คน คงจะไม่สามารถยัดไว้ในหนังเพียงแค่ 120 นาทีได้แน่นอน

เมื่อมันเป็นหนัง แน่นอนมันก็มีการใส่สีสรร และความเป็นดราม่าเข้าไปพอสมควร แต่ก็ยังคงมีเนื้อหาที่อิงประว้ติและตัวตนของ Steve Jobs ได้เป็นอย่างดี ที่ผมจะเขียนนี้ ผมจะไม่วิจารณ์นักแสดงว่ามีความเหมือนหรือคล้ายหรือไม่อย่างไร แต่จะเน้นไปที่ประเด็นบางส่วนของหนังเท่านั้น และผมจะพยายามไม่สปอยสำหรับคนที่ยังไม่ได้ดู ^__^

เหตุการณ์ที่(อาจจะ)​ไม่ได้เกิดขึ้นจริง

ในช่วงหนึ่งของหนัง เล่าถึงก่อนที่ Steve Jobs จะขึ้นเวทีเพื่อเปิดตัว iMac G3 รุ่นใหม่ ที่เป็นรุ่นพลาสติคที่สามารถมองเห็นภายในตัวเครื่อง ซึ่งเล่าถึงเหตุการณ์ที่ Steve Wazniak ได้มาพบกับ Steve Jobs เพื่อขอให้ทำอะไรบางอย่าง แล้วก็มีช่วงหนึ่งที่ Steve Jobs ถามถึงนาฬิกาที่ Steve Wozniak ใส่อยู่ ซึ่งก็คือ Nixie Watch ที่เป็นนาฬิกาที่ใช้หลอดไฟสูญญากาศ (Tube) ในการแสดงผลตัวเลข (หลอดสูญญากาศนี้คล้าย ๆ กับที่อยู่ในเครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยโบราณ)

 

อ่านต่อ » ไปดูมาแล้ว Steve Jobs

เมื่อ HTC ถึงคราวตกต่ำที่สุด…

เมื่อไม่นานมานี้ผมได้เขียนบทความเรื่อง “พัฒนา App สำหรับ Android แล้วได้เงินเยอะจริงหรือ?” ซึ่งเป็นบทความที่ว่าด้วยเรื่องผลตอบแทนสำหรับนักพัฒนาแอฟ (App) สาย Android ถ้ายังไม่อ่านก็ลองกลับไปอ่านกันดูนะครับ

และสำหรับบทความนี้จะว่าด้วยเรื่องของ HTC ที่เป็นหนึ่งในผู้ผลิตสมาร์ทโฟน (Smartphone) ที่ใช้ระบบปฎิบัติการ Android ของ Google ซึ่งในหลาย ๆ ปีที่ผ่านผม HTC ก็เป็นหนึ่งในผู้นำในตลาดสมาร์ทโฟน ที่เป็นคู่แข่งคนสำคัญคนนึงของ Samsung ซึ่งในปี 2008 นั้น HTC ครองส่วนแบ่งทางการตลาดสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฎิบัติการ Android ถึง 3.4% ในตลาดอเมริกา

Peter Chou – ซีอีโอของ HTC

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยการแข่งขันทางการตลาดในกลุ่มสมาร์ทโฟน Android ที่มีผู้ผลิตมาหน้าหลายตา ตั้งแต่ Samsung, LG, Huawei, Motorola, Meizu, Xiaomi, และอีกมากมาย รวมถึงตัวเครื่องที่ทาง Google จ้างผลิตออกมาในจำหน่ายในยี่ห้อของตัวเองอีกด้วย จึงเป็นเหตุให้ยอดขายของ HTC ตกลงอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันนี้ทาง Business Insider รายงานว่า มูลค่าหุ้นของ HTC นั้นตกต่ำลงถึงจุดที่เรียกว่า ถ้าผู้ถือหุ้นซื้อหุ้นทั้งหมดของ HTC ในตอนนี้ ตัวเงินรวมทั้งหมดนั้น จะมีมูลค่าน้อยกว่าเงินคงคลังที่ทาง HTC มีอยู่ในมือเสียด้วยซ้ำ คล้าย ๆ กับว่า HTC เอาเงินทั้งหมดของตัวเองซื้อหุ้นของบริษัทตัวเอง หรือในมุมมองของนักลงทุน ก็หมายความว่า มูลค่าหุ้นของ HTC นั้นถือว่าไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนแต่อย่างใด

อ่านต่อ » เมื่อ HTC ถึงคราวตกต่ำที่สุด…

พัฒนา App สำหรับ Android แล้วได้เงินเยอะจริงหรือ?

ผมจั่วห้วอย่างนี้ไม่ได้ชวนหาเรื่องชกปากกับผู้ใช้ Android หรือนักพัฒนา App สาย Android แต่เนื่องด้วยตัวเลขที่ทาง Larry Page แห่ง Google เคยกล่าวเอาไว้ว่า ในทุก ๆ วัน จะมี Device ที่ใช้ Android เพิ่มขึ้น (Activated) ประมาณ 15 ล้านเครื่อง ดังนั้น จนถึงวันนี้ก็น่าจะทำให้มี Device ต่าง ๆ ที่ใช้ Android OS มากกว่า 1 พันล้านเครื่องแล้วก็เป็นได้*

จากตัวเลข 1 พันล้านเครื่อง ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มากมายมหาศาลจริง ๆ ซึ่งดูเหมือนว่าน่าจะเป็นขุมทองให้กับเหล่านักพัฒนาซอฟต์แวร์สาย Android ที่น่าจะสร้างเม็ดเงินได้จากการขาย App ได้มากมายมหาศาลเช่นกัน แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ หรือไม่?

Android-Fragmentation-Visualized

ภาพและข้อมูลเพิ่มเติม -> opensignal.com (สถิติ ณ สิงหาคม 2557)

อ่านต่อ » พัฒนา App สำหรับ Android แล้วได้เงินเยอะจริงหรือ?

เมื่อผมสมัครงานกับบริษัทขายผลไม้

ช่วงเดือน กรกฎาคม ปี 2013 ตอนนั้นผมเดินทางไปปักกิ่ง เพื่อช่วยดำเนินการย้ายสำนักงานไปที่ใหม่ ผมได้รับการติดต่อจากฝ่ายบุคคลของบริษัทขายผลไม้จากคูเปอร์ติโน่ ประจำสาขาสิงคโปร์ เพื่อขอสัมภาษณ์งานในตำแหน่งที่ผมสมัครเอาไว้ก่อนหน้านั้น

สัมภาษณ์รอบแรก

ผมแจ้งไปว่า ผมกำลังเดินทางมาทำงานที่ปักกิ่งนะ เค้าก็ตอบกลับมาว่า จะสัมภาษณ์ด้วย FaceTime ซึ่งที่เมืองจีนน่าจะใช้งานได้ไม่มีปัญหา ผมก็เลยตอบตกลงนัดหมายวันและเวลากัน พอถึงวันและเวลาที่นัดหมาย ผมก็กลับไปที่โรงแรมก่อนเวลาเล็กน้อย เพื่อเตรียมเชื่อมต่อ iPad เข้า Internet ให้เรียบร้อยแล้ว และทดสอบการใช้ FaceTime กับครอบครัว 1 รอบ ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว

บรรยากาศการสัมภาษณ์เป็นไปแบบสบาย ๆ เป็นการพูดคุยกับทางฝายบุคคล ที่เป็นผู้หญิงชาวสิงคโปร์ เน้นการสอบถามถืงประวัติการทำงานของผมโดยภาพรวม พูดคุยถึงประสบการณ์ในการทำงาน และสอบถามถึงงานที่จะต้องทำที่บริษัทขายผลไม้นี้ เพื่อดูว่าเนื้องานนั้นจะตรงกับประสบการณ์ของผมหรือไม่ ซึ่งก็ผ่านไปได้ด้วยดี

ผมสัมภาษณ์ไป 44 นาที ด้วย FaceTime ทั้งวีดีโอและเสียงแบบไม่ติดขัดเลย ทำให้พบว่า Apple นั้นออกแบบระบบ FaceTime ได้ยอดเยี่ยมมาก ๆ เวลา 44 นาทีนั้น มีการรับและส่งขัอมูลเพียง 157 MB เท่านั้น นี่คือความสามารถของการออกแบบระบบการสื่อสารที่ทำให้โลกเล็กลงมาก อยู่ที่ไหน ๆ ก็สามารถติดต่อกันได้ทั้งภาพและเสียง เพียงแค่เข้าถึง Internet ได้เท่านั้น

 

 

นอกเรื่อง  เพราะความสะดวกและความสามารถของ FaceTime นี้เอง ทำให้ผมไม่ว่าจะเดินทางไปประเทศไหน จะพยายามหา SIM 3G ของท้องถิ่นเอาไว้เสมอ เพื่อการติดต่อกับทางครอบครัวเป็นหลัก ไปเที่ยวที่ไหน ๆ ก็สามารถเอาภาพที่ตาเราเห็น ให้คนทางบ้านเห็นได้พร้อม ๆ กัน ประหนึ่งว่าเดินทางมาด้วยกัน ถ้าไม่มีคนอย่าง Steve Jobs เราก็อาจจะไม่ได้ระบบการติดต่อสื่อสารแบบนี้ก็เป็นได้

 

 

การสัมภาษณ์รอบสอง

ประมาณเดือนตุลาคม ผมได้รับการติดต่อกลับมาจากฝ่ายบุคคลคนเดิม แจ้งว่าให้เข้าไปที่สำนักงานบริษัทขายผลไม้ สาขาประเทศไทย เพื่อทำการสัมภาษณ์รอบที่ 2 และแจ้งให้ผมเตรียมทำ presentation อะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับสินค้าของบริษัทขายผลไม้นี้ ผมก็เลยทำไปเรื่องที่เกี่ยวกับ iOS

เค้ายังแจ้งอีกว่า จะมีเจ้าหน้าที่ของทางเค้าประมาณ 10 คนในห้องที่จะสัมภาษณ์ผม ซึ่งมีทั้งชาวต่างชาติและคนไทย ผมก็สบาย ๆ เพราะว่าเคยโดนรุมสัมภาษณ์แบบนี้มาหลายครั้งแล้ว กลัวซะที่ไหน  นอกจากนี้แล้ว ยังระบุอีกว่าการแต่งตัวให้เป็นแบบ Business Casual ผมก็เลยไปถามเพื่อนผมที่ชื่อ Google ดูว่าการแต่งกายแบบ Business Casual นั้นเป็นแบบไหน คำตอบที่ได้ก็คือ ใส่เสื้อยืดได้ การเกงยีนส์ก็ได้ แต่ว่าอย่าให้มันฉูดฉาดและบ้าระห่ำจนเกินไป ซึ่งก็คือวัฒนธรรมแบบฝรั่งทั่วไป ที่ผมก็แต่งตัวแบบนี้ทำงานอยู่แล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ใส่ชุดทำงานทุกวันนั่นแหล่ะไปสัมภาษณ์ได้เลย ^__^

เมื่อถึงวันสัมภาษณ์ ผมเดินทางไปถึงก่อนเวลาเกือบครึ่่งชั่วโมง ซึ่งเป็นมารยาทมาตรฐานที่เราควรจะไปถึงสถานที่สัมภาษณ์ก่อนเวลานัดสักหน่อย พอไปถึงแล้ว สักพักหนึ่งฝ่ายบุคคลท่านเดิมก็ส่ง iMessage* ถามผมว่ามาถึงหรือยัง ผมก็ตอบไปว่าอยู่ที่ห้องโถงของบริษัทของเค้าแล้ว เค้าตอบกลับมาว่าให้รอสักครู่ กำลังสัมภาษณ์อีกคนนึงอยู่

ผมรอไม่นานนักก็ถูกเชิญให้เข้าห้องสัมภาษณ์ ซึ่งเป็นไปตามที่ได้รับการบอกกล่าวเอาไว้ มีคนอยู่ในห้องนั้น 10 คน รอเชือดผมอยู่ เป็นคนไทย 3 ที่เหลือคือฝรั่งชาวอเมริกันทั้งหมด พอทักทายกันนิดหน่อย เค้าก็บอกให้ผมเริ่มทำการ present ตามที่เตรียมมา และเค้าเสริมอีกว่า เค้าอาจจะให้ผมหยุดเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเค้าคิดว่าเพียงพอแล้ว และจะต่อด้วยการพูดคุยกัน แล้วผมก็เริ่มร่ายมนต์ presentation ของผม ระหว่างนั้นก็มีคำถามบ้างเล็กน้อย หลาย ๆ เรื่องเป็นเรื่องที่ผมเอามาเล่าใหม่ เช่น เรื่องวันและเวลาที่ iPhone เริ่มเข้ามาขายในเมืองไทยครั้งแรก ผมเห็นว่าเจ้าหน้าที่คนไทยบางคนนั่งนึกตามและพยักหน้าตามไปด้วย แสดงว่าเค้าจำได้เหมือนกัน  ^_^ ผม present ไปได้ประมาณ 10 นาที เค้าก็บอกว่าพอแล้ว

และก็เริ่มการคุยกัน ผมโดนคน 6 คนรุมถามเป็นภาษาอังกฤษในเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวผม ตำแหน่งงานที่เค้าจะรับ มุมมองและความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวผลไม้ชนิดนี้ ถามถึงเรื่องร้านค้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายผลไม้ของเค้า และอีกมาก ใช้เวลาไปอีกประมาณ 20 นาทีเห็นจะได้ สุดท้ายก็จบและคุณฝ่ายบุคคลก็เดินออกมาส่งถึงหน้าประตูออฟฟิศและบอกว่าจะติดต่อกลับมา

* นี่เป็นอีกครั้งที่เค้าใช้ความสามารถและระบบพื้นฐานที่ Apple ออกแบบเอาไว้อย่างดี เอามาใช้ในการสื่อสารกับผมได้ฟรี ๆ ไม่ต้องเสียค่าส่ง SMS ทางไกลระหว่างประเทศ

 

สรุป

สองสัปดาห์ต่อมา ผมได้รับอีเมล์จากฝ่ายบุคคลคนเดิม บอกว่าผมไม่ผ่านการสัมภาษณ์รอบ 2 ที่กรุงเทพฯ แต่ไม่ได้แจ้งเหตุผลที่ชัดเจน และบอกว่าถ้าผมมีข้อสงสัยอะไรให้ถามได้ ผมก็ถามไปเหมือนกัน แต่ไม่ได้รับการตอบกลับมา ซึ่งก็ไม่เป็นไร

การที่ผมไม่ได้งานกับบริษัทขายผลไม้นี้ ถ้าถามว่าเสียใจหรือไม่? ผมตอบได้เลยว่า ไม่เสียใจ เพราะว่าการสัมภาษณ์งานก็เป็นแบบนี้ อาจจะมีผิดหวังบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผมมีความรู้สึกเสียดายมากกว่า เพราะอยากไปเป็นส่วนหนึ่งกับบริษัทขายผลไม้นี้อยู่เหมือนกัน แต่ไม่เป็นไร เค้าจะยังมีตำแหน่งต่าง ๆ เปิดขึ้นมาอีกแน่นอน เอาไว้สมัครใหม่ในวันหน้า และสุดท้าย ผมไม่ได้งานกับบริษัทขายผลไม้นี้ก็ดีนะ ไม่งั้นผมก็คงไม่ได้ทำงานในตำแหน่งที่ทำอยู่ตอนนี้ ^__^

 

ผมเขียนเล่าซะยืดยาว ขอขอบคุณที่อ่านกันจนจบ และคุณ ๆ อ่านแล้วไม่รู้เลยใช่มั้ยว่าบริษัทผลไม้นี้คือบริษัทอะไร? ^______________^ เพื่อน ๆ ท่านใดมีความเห็นอะไรที่อยากจะแบ่งปัน ก็เมล์มาคุยกันได้นะครับที่ iamsk@outlook.com

 

สิ่งที่ผมชอบใน iTunes 11.x.x (ตอน 1)

วันนี้ผมขอเปิดกลุ่มเนื้อหาใหม่ ผมให้ชื่อว่า Opinion ซึ่งจะเป็นหัวข้อที่เป็นความเห็นของผม เกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ หรือสิ่งที่ผมอยากจะแบ่งปันความคิดเห็นของผมว่าผมคิดอะไรอยู่ในเรื่องราวนั้น

ขอเริ่มต้นด้วยบอกกล่าวถึงความสามารถใหม่ ๆ ใน iTunes 11 ที่ผมชอบ ก็เลยเอามาเขียนเอาไว้เสียหน่อย ตอน 1 นี้จะพูดถึงการ update iOS App ที่ก็ต้องเล่าย้อนกลับไปที่ iTunes 10 (หรือต่ำกว่า) เวลาที่เราจะทำการตรวจสอบว่า iOS App ตัวใดบ้างที่มี update ก็จะต้องคลิก “Check for updates” แล้ว iTunes ก็จะทำการตรวจสอบกับ App Store ดูว่า App ที่เรามีอยู่ในเครื่อง มีตัวใดบ้างที่มีการ update เสร็จแล้วก็จะสลับหน้าจอของ iTunes ให้วิ่งไปที่หน้า App Store เพื่อแสดงรายการ App ที่มี update ให้เห็น

และรายการปรับปรุงหรือ update ของ App แต่ละตัว เราก็ต้องคลิกที่ App แต่ละตัวที่แสดงออกมา เพื่อเข้าไปที่หน้าของ App นั้น ๆ เพื่อดูรายละเอียดการ update ทีละตัว ขั้นตอนทั้ง 2 นี้ จึงเป็นขั้นตอนที่เสียเวลาไปค่อนข้างมาก

แต่พอ Apple ได้เปิดตัว iTunes 11 ที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2012 ซึ่งก็ได้มีการปรับปรุงความสามารถขนานใหญ่ แล้วก็ได้มีการปรับปรุงในส่วนของ Software Update นี้ด้วย

การปรับปรุงนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ จากเดิมที่ขั้นตอนการตรวจสอบ Update ของ App นั้นยุ่งยากและช้าอย่างที่ผมบอกไปข้างต้น ได้เปลี่ยนมาเป็นการตรวจสอบแบบอัตโนมัต (ต้องใช้และเชื่อมต่อ Internet อยู่ด้วย) โปรแกรม iTunes จะทำการตรวจสอบให้เราเองว่าขณะที่เราใช้งาน iTunes อยู่นั้น App ต่าง ๆ ในเครื่องของเรามีตัวไหนบ้างที่มีการ update แล้ว พอเราคลิกที่ไปที่ตัวเลือก App ในกรอบด้านซ้ายของโปรแกรม iTunes แล้วคลิกที่ “Updates” โปรแกรม iTunes ก็จะแสดงรายการของ App ที่มี update ออกมาทั้งหมด

และการดูว่าโปรแกรมนั้น ๆ มีการปรับปรุงอะไรบ้าง ก็เพียงแค่คลิกที่ไอคอน (icon) ของโปรแกรมนั้น ๆ ก็จะเป็นการเปิดกรอบแสดงรายละเอียดของการปรับปรุงออกมาให้เห็นทันที และในกรอบของการ update นี้ ถ้ามี App ที่รอการ update หลายตัว สีของกรอบที่แสดงรายละเอียดจะเป็นสีที่เข้ากับตัว App นั้น ๆ เช่น โปรแกรม Path เน้นสีแดง ทำให้กรอบนี้แสดงเป็นสีแดง, โปรแกรม Skype เน้นสีฟ้าอ่อน กรอบนี้ก็จะเป็นสีฟ้าอ่อน เป็นต้น

นี่คือความสามารถใหม่ของ iTunes 11 ที่ผมชอบ ก็เลยเอามาเขียนให้ได้อ่านกัน แล้วมาติดตาม สิ่งที่ผมชอบใน iTunes 11.x.x (ตอน 2) ได้เร็ว ๆ นี้

 

 

สุดท้ายก่อนจาก วันนี้ Apple เพิ่งจะปล่อยตัว Update iTunes 11.0.4 ออกมา ที่มีการแก้ไขดังนี้

This update fixes a problem that may cause iTunes to quit if you switch between wired and wireless syncing and addresses an issue that may require you to log into the iTunes Store repeatedly.

เป็นการแก้ไขความผิดพลาดที่ iTunes ปิดตัวเองถ้ามีการสลับการ Sync ข้อมูลระหว่าง WiFi และ LAN และมีการแก้ไขเรื่องการที่เราจะต้องล๊อคอิน (Login) เข้า iTunes Store บ่อย ๆ ถ้าต้องการ update ก็สามารถดาวน์โหลดได้ที่ www.apple.com/itunes/download ครับ